How he kiss (wanxtwo)

 

pairing : #บัวลอยทับทิมกรอบ

rate : PG

622 words

 

A/N : สังเวยแด่ moment จูบไหล่ใน EP.พิเศษ 
(เจ้านี่ /ค่ะ… แค่ทีเซอร์)

 

warningThis is a work of fiction. Don’t take it literally.
*เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่มีเจตนาจะทำให้ศิลปินเสียหายแต่อย่างใด เสพเพื่อความบันเทิงนะคะ*

 

 

 

 

 

 

 

ก็แค่มีบางอย่างมันกำลังกวนจิตใจ

มันทำให้หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแล้วก็นอนไม่หลับ เพราะงั้นเขาถึงได้ตัดสินใจลุกขึ้นมาเปิดแลปทอปตอนตีสามกว่า

 

เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดดังคลอไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศ เขาไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำว่ากำลังทำบ้าอะไรอยู่

 

เขาพิมพ์ แล้วก็กดลบ

จากนั้นก็พิมพ์ใหม่

 

แล้วก็กดลบ

 

โว้ย

 

เคอร์เซอร์เมาส์จ่ออยู่ตรงลิ้งค์ค้นหาที่ขึ้นมาเป็นอันดับแรก เขาอ่านหัวข้อซ้ำวนไปมา เทียบได้ก็เหมือนกับกำลังยืนอยู่หน้าประตูบ้านใครสักคนแล้วง้างมือจะเคาะแต่ก็ไม่เคาะสักทีนั่นแหละ – เอาไงดี

 

ถ้าไม่อ่าน ก็นอนไม่หลับ

ถ้าอ่าน..

 

ชิบหาย

 

ยิ่งข่มตาไม่ลงแน่ๆ

 

แต่ก็ลุกมาเปิดแล้วปะวะ…

 

ก็ถ้ายังไง ผลลัพธ์ก็ยังจบอยู่ที่เขาฟุ้งซ่านจนนอนไม่ได้อยู่ดี งั้นก็อ่านมันให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย

 

 

click

 

 

 

ความหมายของการจูบ :

 

จูบที่หน้าผาก – แสดงออกถึงความเอ็นดู รักและอยากทะนุถนอม
จูบที่เปลือกตา – แสดงออกถึงความโรแมนติก หลงใหล ชื่นชม
จูบที่จมูก – หมายถึงคุณน่ารักมาก ให้ความสำคัญและเอ็นดู
จูบที่แก้ม – ฉันชอบเธอ ฉันต้องการเธอ
จูบที่คอ – เธอต้องเป็นของฉัน
จูบที่หลังมือ – การเคารพรัก ยกย่อง นับถือ
จูบที่ปาก – จะเป็นการบอกว่า “ผมรักคุณ ผมต้องการคุณ”

 

 

.

.

 

 

“ทำอะไร”

 

ยังไม่ทันที่ภพธรจะได้เลื่อนอ่านจนครบทุกข้อ เสียงจากคนบนโซฟาก็ดังขึ้นแทรกความเงียบจนเขาเกือบสะดุ้ง มือรนรานรีบพับหน้าจอแลปทอปลงแต่ยังคุมสติได้ เขาทำมันอย่างไม่กระโตกกระตากจนเกินไป ส่งเสียงเล็กน้อยในลำคอ ก่อนจะค่อยๆ หันไปมองอีกชีวิตที่ผนังห้องอีกฝั่ง

 

“ดูงานน่ะ”

 

“นี่กี่โมง?”

 

“ก็…” เขาหันไปดูเวลา “ตีสามจะครึ่ง”

 

เพราะไฟในห้องไม่ได้มีมากขนาดนั้น สิ่งที่เขาเห็นเป็นก้อนดำๆ ขยุกขยุยนั้นขยับไปมา มีหัวโผล่ออกมาพอให้เขาได้เห็นเป็นหน้าคนอยู่บ้าง เขามองผ่านความมืดไปสบตากับธนกฤตที่สะลืมสะลือ

 

“พี่..”

 

“หือ?”

 

“ระหว่างนอนต่อ อีกสองชั่วโมงต้องตื่น”

 

“อือฮึ?”

 

ธนกฤตพูดด้วยเสียงทุ้มติดแหบ และดวงตาของอีกคนก็ยังลืมขึ้นได้แค่ข้างเดียว ภพธรมองยิ้มๆ แล้วส่งเสียงขานรับให้คนอายุเด็กกว่าได้พูดต่อ

 

“กับไม่ต้องนอนแม่งแล้ว …เอาไง?”

 

“คนอ่อนแอเท่านั้นที่-”

 

“รู้น่า ก็มันง่วงปะวะ..”

 

“อ๋า..”

 

 

 

“มานี่ดิ้”

 

แล้วนอกจากหัว ก็มีแขนอีกข้างที่โผล่ออกมาจากก้อนขยุกขยุยนั่น, ธนกฤตกวักมือเรียกเขาหยอยๆ อย่างกับว่าเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน เขากดคิ้วมอง แต่ก็คงเพราะมันมืดเกินไปอีกนั่นแหละ ไอ้เด็กนั่นมันถึงยังได้กวักเรียกไม่เลิก

 

“มาดิ”

 

แถมยังมาเอ่ยเร่งกันอีกแหน่ะ

 

มันน่าสักทีดีไหม?

 

ตัวเองเป็นคนทำให้เขานอนไม่หลับแท้ๆ … ยังจะมากวนประสาทอยู่ได้

 

ทุกอย่างที่ไม่ชอบใจ ภพธรได้แต่บ่นมันอยู่คนเดียวเงียบๆ แล้วทำเพียงแค่มองแรงผ่านความมืดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะทำได้ เขาลากสลิปเปอร์ไปหาอีกฝ่ายที่นอนอยู่บนโซฟา – ซึ่งตั้งอยู่ข้างกันกับเตียงคิงไซส์ของเขา – ธนกฤตในก้อนผ้านวมผืนหนาดึงแขนออกมาจนครบสองข้าง แล้วนอนกอดอกมองเขาที่ยืนค้ำหัวมันอยู่

 

เห็นไม่ชัดยังรู้สึกได้เลยว่ามันทำหน้ากวนตีน

 

“มาใกล้ๆหน่อย”

 

“ให้กูไปยืนบนหัวมึงไหม”

 

“หมายถึงให้ลงมานอนข้างๆ”

 

“นี่โซฟา ไอ้หนู ละเมอรึไง?”

 

ตีสามจะเข้าตีสี่อยู่แล้ว กูต้องมายืนเถียงกับมึงอีกหรอวะ..

 

ภพธรยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่อย่างนั้นได้ไม่นาน มือของเขาที่โผล่พ้นแขนเสื้อสเวตเตอร์ตัวหนาก็ถูกคว้าไปโดยไอ้เด็กที่ยังนอนเมาขี้ตาตัวเองอยู่ เขาจะชักมือกลับแต่ก็ถูกกุมเอาไว้ซะก่อน  อะไรอีก–

 

“ตื่นมาทำอะไรครับ”

 

“กู?”

 

“กูถามตัวเองมั้ง”

 

“ไอ้ว่าน ไอ้-”

 

มันฉีกยิ้มสะลึมสะลือมาให้ แต่ก็เป็นยิ้มที่ทำให้แก้มดันขึ้นไปกองกันทับตาจนแทบหาย เขาต้องแอบเม้มปากกลั้นยิ้มแทบตาย ทั้งที่เมื่อกี้ตอนมันกวนใส่แทบอยากจะสับกะโหลกมันสักที

 

“พี่เข้ามานอนทีหลังผม ยังจะลุกมาทำงานอีกหรอ”

 

“อือ..”

 

“ขยันเกินไปแล้ว”

 

ธนกฤตว่า แล้วก็ดึงเอามือของคนเป็นพี่ขึ้นไปวางไว้ที่ข้างแก้มของตัวเอง สัมผัสสากๆ จากหนวดของอีกคนทำภพธรเผลอบีบมือที่กุมตัวเองเอาไว้ แล้วพอเป็นอย่างนั้น ธนกฤตก็ยิ้มออกมาอีกรอบ แก้มดันขึ้นจนเขาเองรู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อใบหน้าที่แนบติดกับมือ

 

ไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปากเอ่ยอะไรตอบกลับ คนที่เป็นสาเหตุให้ต้องลุกมาแสร้งว่าทำงานกลางดึกก็ตะแคงหน้าเข้าหามือที่กุมกันเอาไว้ ก่อนจะกดแนบจมูกและปากลงไปบนหลังมือของภพธรหนึ่งที และไม่ได้ถอนออก แช่ค้างอยู่อย่างนั้น

 

 

จูบหลังมือ.. เคารพรัก ยกย่อง นับถือ

 

เวร…

 

อ่านก็อ่านรอบเดียว ทำไมถึงจำได้วะ…

 

 

“พักบ้างสิ คุณภพธร”

 

ธนกฤตละริมฝีปากออกมาพูดกับเขา ก็ด้วยตาที่ยังตื่นไม่เต็มที่เหมือนเดิม แต่ – เออ ก็ดี มันจะได้ไม่เห็นว่าเขากำลังทำหน้าประหลาดๆอยู่

 

“จะคุยกันก็ลืมตาให้มันได้ก่อนเถอะ”

 

“ดุอีกแล้ว ตื่นมาดุป่ะเนี่ย”

 

“เดี๋ยวกูดีดสักที”  พูดขู่พร้อมกับดึงมือตัวเองกลับคืน แต่ธนกฤตไม่ยอมปล่อยให้ซะอย่างนั้น เลยกลายเป็นว่าเขาดึงเอาไอ้เด็กตัวใหญ่ลุกขึ้นติดมาด้วย มันโงนเงนอยู่ชั่วครู่ก่อนจะทรงตัวนั่งได้ปกติ และโดยทันที มันก็ดึงเขากลับให้ทรุดลงไปนั่งด้วยกัน

 

แล้วมันก็ใช้ความได้เปรียบตรงร่างกายที่สูงใหญ่กว่าคว้ากอดเอาไว้ทั้งตัว ความรู้สึกเหมือนโดนหมีตะครุบ แต่หมีตัวนี้ไม่ได้ตะครุบแล้วจะจับเขายัดเข้าปากเคี้ยวๆ แล้วกลืน มันกอดแล้วก็เอาหัวมาซุกไว้ที่ไหล่ของเขาแทน …ไม่รู้ว่ามันปวดคอบ้างไหม เพราะว่าสูงก็สูงกว่าแล้วต้องโน้มลงมาซบอีก

 

“อะไรมึงเนี่ย”

 

“กอด”

 

ภพธรถอนหายใจ เขานั่งอยู่ในวงแขนอีกฝ่ายโดยไม่มีท่าทีจะขัดขืน เขาเหนื่อยมาแล้วทั้งวัน เหนื่อยเกินจะมาสู้รบปรบมือกับไอ้หมีขาวนี่ ภพธรปล่อยให้ตัวเองถูกกอดอยู่อย่างนั้น และสักพักก็เริ่มค่อยๆทิ้งตัวทั้งตัวให้จมลงไปในกอด แล้วก็ดูธนกฤตจะชอบใจ, เด็กนั่นกระชับวงแขนแล้วถูหัวกับไหล่ของเขา

 

ทำไมขี้อ้อนนักนะ

เป็นแบบนี้กับพี่ทุกคนเลยหรือเปล่า..

 

เห็นอยู่กับใครก็ทำตัวแบบนี้ใส่ตลอด เล่นแบบนี้ไปทั่ว ไม่รู้รึไงว่ากับบางคนมันก็ห้ามเล่นน่ะ

 

“ว่าน”

 

“หือ?”  เสียงงัวเงียขานรับ แต่ยังไม่เลิกมุดไหล่เขา

 

“พี่จะไปนอนแล้ว”

 

ธนกฤตขยับ แต่ยังคงกอดเขาเอาไว้ไม่ได้ปล่อยทันที เด็กนั่นเปลี่ยนเอาคางมาวางเกยไหล่แทนแล้วเอนหัวมาพิงกับของเขาเอาไว้ ส่งเสียงเหมือนรับรู้ ทั้งที่ตายังปิด เขาได้ยินเสียงลมหายใจที่ดังอยู่ใกล้ๆ ของอีกคน

 

“ว่าน”

 

“ผมรู้แล้ว”

 

“…”

 

ลำพังแค่เสียงทุ้มแหบน่ะไม่ทำให้ภพธรรู้สึกอะไรหรอก แต่ถ้ามันมาพร้อมกับริมฝีปากที่กดจูบลงมาที่ต้นคอของเขา – ต่อให้เป็นใครก็เถอะ – เขาตัวแข็งไปเลย จะหันไปก็กลัวว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอีกคน ภพธรนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ส่วนธนกฤตก็คงกอดไม่ปล่อย

 

จูบที่คอ เธอต้องเป็นของฉัน

 

โอ้ย บ้าไปใหญ่แล้ว

เกลียดการเป็นคนความจำดีก็ตอนนี้ล่ะวะ

 

ไม่รู้เพราะว่าไม่ได้ขยับหนี หรือเพราะไม่ได้พูดต่อว่าอีกคน ธนกฤตถึงได้กดจูบลงต่ำไปเรื่อยๆ

คอ ส่วนที่เชื่อมกับไหล่ แล้วจบที่ไหล่ข้างขวาข้างที่ตัวเองเพิ่งซบลงไป

 

เกินไปแล้วนะ

 

 

“ว่าน กูจะนอน”

 

“ผมไม่ได้ห้าม”

 

ธนกฤตวกกลับมาอิงหัวกับเขาอีกรอบ ถ้าภพธรเป็นคนขี้รำคาญกว่านี้อีกหน่อยก็คงจะด่ากราดไปแล้ว

 

“พี่ไม่ลุกไปเองนี่”

 

“…”

 

“ผมก็นึกว่ากอดได้ต่อ”

 

 

บัดซบ

ทำยังไงให้เด็กมันย้อนได้แบบนี้วะไอ้ตู่

 

 

เขาพอนึกได้ก็ลุกขึ้นออกจากกอดทันที ไอ้หมีบ้ากอดก็ไม่ได้รั้งอะไร ซ้ำยังยิ้มให้อยู่ได้ ภพธรแอบโมโหตัวเองที่ปล่อยให้เด็กมันทำรุ่มร่ามกับตัวเองขนาดนั้นแถมยังไปทำให้มันคิดว่าเขาอยากให้มันกอดอีกต่างหาก  โว้ย

 

“ฝันดีครับ”

 

“เออ”

 

“สองชั่วโมงเจอกัน”

 

“มึงก็หลับต่อได้แล้วไป นึกว่าละเมอคุย”

 

เขาเตรียมหมุนตัวกลับไปขึ้นเตียงตัวเอง แต่ไอ้เด็กขี้วอแวยังไม่เลิก มันจับชายเสื้อตรงแขนเขาเอาไว้แล้วดึงให้หันไปมอง หน้าตาที่ยังคงสะลืมสะลือดูจริงจังขึ้นมาหน่อย อาจเพราะคิ้วที่ย่นเข้าหากัน, ธนกฤตมองเขาก่อนจะพูดออกมา

 

“ผมไม่ได้ละเมอ”

 

ภพธรไม่เข้าใจนักว่ามันสำคัญจนต้องดึงเขาให้หันมารับฟังเลยหรือไง แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร คงเพราะอีกฝ่ายคือธนกฤต เขาส่งเสียงตอบรับแล้วรอจนอีกคนปล่อยแขนเสื้อเขา จากนั้น ธนกฤตก็กวักมือเรียกให้เขาเข้าไปใกล้ๆ – อะไรนักหนา – แต่ก็ยอมขยับเข้าหาอีกคนแล้วก้มไปมอง

 

“พี่ก็ไม่ได้ละเมอ”

 

“อะไรมึงว่า-“

 

ไม่ทันพูดจบ ธนกฤตก็ยืดตัวขึ้นมาประทับจูบตรงหน้าผากของเขา อย่างรวดเร็วในความมืด เสร็จแล้วก็พูดกับเขาอีกหนึ่งประโยคก่อนจะฟุบลงไปนอนรวบผ้าห่มขึ้นจมกองหัว ทิ้งเขาเอาไว้ให้ค้างเติ่งอยู่กับที่พร้อมความคิดที่ฟุ้งซ่าน

 

เอ็นดู รัก อยากทะนุถนอม

 

“เพราะงั้น อย่าเข้าใจผิดคิดว่านี่เป็นฝันนะ”

 

 

 

เออ.. ถ้ามันไม่ดักคอเอาไว้ เขาก็อยากจะคิดว่านี่เป็นเพียงแค่ฝันเท่านั้นแหละ

 

 

 

 

 

แต่แม่งไม่ใช่ไง

 

 

 

สุดท้ายก็จบที่ข่มตานอนไม่หลับเหมือนเดิมเนี่ย!

 

 

 

สองชั่วโมงที่ไม่ควรปล่อยให้มันสูญเปล่า เขาที่เคยถูกใครบางคนกล่าวถากถางว่า คนอ่อนแอเท่านั้นที่นับชั่วโมงนอน ได้แต่เจ็บใจที่ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านเล่นงานจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนขนาดนี้

 

 

เขาได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือของอีกชีวิตบนโซฟาที่เขานอนหันหลังให้ ไม่ถึง 5 วินาที เสียงนั้นก็ถูกทำให้ดับลง

 

ภพธรนอนฟังเสียงความเคลื่อนไหวและเป็นไปของธนกฤต อีกคนพรูลมหายใจ ขยับตัวและจัดการผ้านวมผืนหนาที่ใช้ห่ม เสียงฝีเท้าเดินไปทั่วห้อง แต่แล้วก็หยุดลง ก่อนจะมีเสียงขยับตัวและฝีเท้าดังขึ้นอีก เสียงนั้นบอกว่าธนกฤตเบนฝีเท้าเดินมายังเตียงของเขาแทน – เขาที่ไม่อยากถูกจับได้ว่ายังไม่ได้นอน เลยหลับตาลงแล้วแสร้งว่ายังไม่ตื่น

 

“พี่-”

 

คนเอ่ยเรียกเขาเสียงขาดห้วงเหมือนลืมสิ่งที่จะพูด แต่เขาคิดเอาเองว่าธนกฤตคงตั้งใจจะปลุกเขาแล้วคงเกิดเปลี่ยนใจ

 

เขาขยับตัวเล็กน้อย ระหว่างที่กำลังตัดสินใจว่าควรทำเป็นถูกปลุกแล้วตื่นขึ้นมาดี หรือแกล้งทำเป็นยังนอนหลับต่อดี เพราะการถูกเรียกเพียงแค่นั้นไม่น่าจะทำให้เขาตื่นได้ในเวลาปกติ

 

แต่อาจจะคิดนานไปหน่อย

ธนกฤตนึกว่าเขายังคงหลับอยู่ ฝ่ามืออุ่นทาบทับลงมาบนหน้าผากของเขาแล้วจากนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงลมหายใจที่รดลงบนจมูก ธนกฤตหยุดค้างก่อนที่ปลายจมูกของทั้งคู่จะปัดชนกัน แล้วจึงเปลี่ยนใจกดจูบลงไปบนเปลือกตาที่ปิดสนิทแทน

 

ชิท…

 

เอาไงดี เอาไงดี เอาไงดี

 

นี่สมควรแก่เวลาที่กูต้องตื่นหรือยัง

 

หรือยังไง

หรือยังไง

เอาไงดี

หรือยังไง

เอาไงดี

 

 

 

 

กว่าจะรู้ตัว เขาได้ยินเสียงประตูห้องปิดลง และไม่ได้ยินการเคลื่อนไหวใดใดในห้องอีก ภพธรค่อยๆ ลืมตามองไปรอบๆ และพบว่าไม่มีใครอยู่แล้วจริงๆ

 

โว้ย

 

ประสาทจะกิน

 

ไอ้เด็กนั่นจะทำให้เขาว้าวุ่นใจทั้งตอนหลับตอนตื่นเลยหรือยังไง แม่งแล้วเมื่อกี้มาจูบตาเขาอีก ธนกฤตคิดบ้างไหมว่าคนอื่นเขาก็มีความรู้สึกนึกคิดนะโว้ย จะเล่นจูบไปทั่วแบบนี้มันได้ที่ไหนล่ะวะ–

 

ภพธรนอนหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่บนเตียง เขากำลังนึกถึงเพื่อน หรือน้อง หรือพี่คนอื่นๆ ที่อาจถูกธนกฤตเล่นถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้ด้วยแล้วก็สงสัยหนัก

 

พวกนั้นไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง

อย่างน้อยก็ต้องรำคาญหรือไม่ชอบบ้างสิ

 

แล้วพวกนั้นทำยังไงกัน

 

 

ไม่สิ

ต้องถามตัวเองก่อนว่าที่เป็นอยู่นี่ เพราะรำคาญ เพราะไม่ชอบ

 

หรือเพราะอะไรกันแน่

 

 

 

 

 

.

.

.

.

 

 

 

 

 

“พี่”

 

“อือ”

 

“อย่าแค่ตอบดิ สนใจหน่อย”

 

ภพธรละสายตาจากกล้องถ่ายรูปมามองคนเรียกร้องความสนใจ เขาเห็นธนกฤตในชุดแจ็กเก็ตสีเข้ม – กับที่คาดผมกวางเรนเดียร์ – ยืนอยู่ตรงหน้า

 

“มึงถอดได้แล้วมั้ง”

 

“เอ้า ผมว่าน่ารักดี”

 

“ตอนเขาให้ใส่ทำเป็นอิดออด แล้วไง ติดใจ?”

 

“ก็อยากใส่คู่กับพี่ ทีพี่ยังไม่ถอดเลย”

 

ภพธรเหลือบตาขึ้นมองข้างบน ยกมือขึ้นจับคลำที่หัวของตัวเองก็พบว่าเขาไม่ได้ถอดมันออกจริงๆ – เขารีบดึงมันออกจากผม

 

“กูลืม”

 

“แหน่ ชอบเป็นกวางก็บอกดี้”

 

“ว่าน กูถอดแล้ว มึงก็ถอดสิ”

 

ธนกฤตทำตาโต ก่อนจะยกสองแขนขึ้นทำท่ากอดตัวเอง

 

“ทะลึ่งตึงตัง ไม่เอาหรอกคนเยอะแยะ”

 

“โอ้ย กูหมายถึงไอ้นี่โว้ย”

 

ภพธรเข้าประชิดตัวอีกคนแล้วเอื้อมหยิบเอาที่คาดผมกวางออกจากหัวธนกฤต เขาทั้งคู่ไม่ได้สูงต่างกันมาก ไม่ถึงห้าเซนฯเลยด้วยซ้ำ เขาไม่ต้องเขย่งหรือโน้มเข้าไปใกล้เพื่อจะได้คว้ามัน แต่ธนกฤตเหมือนจะลืมในความจริงตรงนี้ไป ไอ้เด็กนั่นก้มต่ำแล้วเอนตัวเข้ามาหาเขาในจังหวะที่เขายืดแขนออกไปหา

 

ถึงจะเป็นแค่เสี้ยววินาที และเป็นสัมผัสที่แผ่วเบาเหมือนกับขนนกปัดผ่าน แต่ภพธรก็รู้สึกได้ว่าเมื่อกี้นี้ตัวเองถูกชิงจูบไปอีกแล้ว

 

คราวนี้เป็นที่ปลายจมูกของเขา

 

“ไอ้ว่าน!”

 

“ครับ?”

 

กูไม่ทนแล้วนะโว้ย!

 

“เมื่อกี้มึงตั้งใจป่ะเนี่ย!” ภพธรว่า แล้วเอามือกุมจมูกตัวเองไว้โดยที่ในมือก็ยังถือไอ้ที่คาดผมกวางอยู่

 

“ตั้งใจอะไร?”

 

“ที่มึงจูบกูตะกี้อ่ะ!”

 

เขาโวยวายเสียงไม่เบานัก ทีมงานบางคนที่ยังเดินไปมาใกล้ๆ ก็หันมามองด้วยความสงสัย

 

“ตอนไหน? ที่จูบไหล่พี่ตอนเล่นเกมอ่ะนะ? โห รู้ตัวช้าไปป่ะเนี่ย?”

 

“ไม่ใช่-”

 

ภพธรหันไปโยนที่คาดผมทั้งของตัวเองและของธนกฤตลงบนกระเป๋าที่วางเอาไว้อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะรีบหันกลับมามองหน้าตาใสซื่อ(ที่เชื่อไม่ได้)แล้วตอบกลับไปทันที

 

“ตรงจมูกกู เมื่อกี้นี้เนี่ย!”

 

สาบานได้ เขารู้ตัวเองเลยในตอนนั้นว่าหน้าตาเขาต้องขมึงสุดๆ แถมยังขึ้นเสียงอีกต่างหาก เขาต้องการคำตอบจากไอ้เด็กหน้าหนวดนี่เสียจนลืมมองรอบข้างว่าคนอื่นเขาเริ่มมองมาแปลกๆ – เป็นธนกฤตที่เลิกคิ้วแล้วหันไปสนใจคนพวกนั้น ทั้งทีมงาน และคนที่เดินผ่านไปมา เขาหลุดยิ้มขำ แล้วภพธรก็ฟาดฝ่ามือลงไปที่ไหล่หนาๆ ของอีกคนจากการกระทำนั้น

 

“โอ้ย! เดี๋ยวพี่ ใจเย็น”

 

“กูจริงจังนะโว้ย จริงจังกับกูหน่อย”

 

ธนกฤตที่โดนฟาดไปเต็มแรงยังคงหลุดหัวเราะออกมา เขาไม่ได้อยากจะกวนคนเป็นพี่ แต่มันก็อดจะขำไม่ได้ เขามองหน้าภพธรที่กำลังขึงขังได้ที่ทีเดียว, แล้วก็ต้องหลุดยิ้มออกมาซ้ำๆ

 

“ผมจริงจังกับพี่ตลอดแหละ”

 

“งั้นก็ตอบสิ”

 

“พี่… ไม่ได้อำใช่ป่ะ?”

 

“อำอะไรของเมิ้งงง”

 

ดูท่าภพธรคงอยากจะกินหัวเขาเต็มที ธนกฤตเลยต้องพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ยิ้มออกมาอีก

 

 

 

อะไรเนี่ย… พี่คนนี้

ทีตอนตั้งใจจูบล่ะไม่เคยทักท้วง

 

ไอ้ที่โดนจมูกไปเมื่อกี้นี้ไม่ได้ตั้งใจจะทำเลยต่างหากล่ะ

 

มันเป็นแค่อุบัติเหตุที่เขาไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ

 

 

 

“ไม่ได้ตั้งใจ”

 

“หรอ?”

 

“ถ้าไม่เชื่อก็อย่าถามสิคราวหลัง”  ว่าแล้วก็แหย่อีกสักที

 

 

 

“มึงนี่นะ…”

 

ภพธรชี้หน้าคาดโทษ ไม่ได้เชื่อคำพูดจากอีกคนเท่าไรนัก เขาทำหน้าดุใส่แล้วกลับมายืนตรงกระเป๋าตัวเองเหมือนเดิมพร้อมยกกล้องขึ้นมาดูรูปต่อ ธนกฤตไม่ได้ตามมากวนใจอีก แต่เดินไปคุยกับทีมงานที่กวักมือเรียกเจ้าตัว แล้วเสียงพูดคุยเบาๆ นั่นก็ทำเขาไม่มีสมาธิจดจ่อกับรูปถ่ายเลย

 

 

 

 

“กวนอะไรพี่ตู่อีก?”

 

“เปล่านะ”

 

“ไปจุ้บจมูกพี่เขามาอีกหรอ?”

 

“เปล่าโว้ย”

 

“ตะกี้ก็ไปจุ้บไหล่เขาตอนถ่าย นี่ หนูบอกเลยนะว่าไอ้ซีนพี่จุ้บไหล่พี่ตู่เนี่ย หนูตัดเก็บไว้จนจะเป็นคอลเลคชั่นอยู่แล้วนะพี่ว่าน ถ้าวันไหนหมั่นไส้ขึ้นมาจะทำรวมคลิปแล้วปล่อยลงยูทูปเลยดีไหม?”

 

“มึงเบาก่อน ไอ้เวร พูดจนกูกลัวตัวเองเป็นโรคจิตเลย”

 

“ชอบแกล้งพี่ตู่นัก คนเลว”

 

“คือมึงโกรธที่กูจุ้บพี่ตู่?”

 

“เปล่าโว้ยกูอิจฉา”

 

“นั่น”

 

 

 

 

…เออว่ะ

 

จะว่าไปเมื่อคืนที่เปิดอ่านเว็บนั้น ก็เพราะอยากรู้เรื่องนี้ไม่ใช่หรอวะ..

 

ใช่, ถึงเขาเองจะเติบโตมาที่ต่างประเทศจนเฉยชากับเรื่องจูบ แต่ก็เพราะในชีวิตเขาไม่มีใครคนไหนจะมาบ้าจูบไหล่เขาอยู่ได้แบบธนกฤตสักคน แล้วอีกอย่าง เมื่อคืนที่ไอ้บ้านั่นมาจูบคอจูบเปลือกตาเขาก็เป็นครั้งแรกเลยที่มันจูบอย่างอื่นนอกจากไหล่

 

ชิท…

นี่เขากลับมาฟุ้งซ่านเรื่องเดิมอีกแล้ว..

 

 

 

 

.

.

.

 

 

 

 

ทันทีที่กลับมาถึงบ้าน ภพธรพุ่งตรงไปที่แลปทอปตัวเองซึ่งอยู่ในห้องนอน

 

 

 

“ไปไหนพี่ตู่?”

 

เขาชะงัก เอี้ยวตัวไปมองธนกฤตที่เขาลืมไปว่ามันขอติดรถกลับมาบ้านด้วยเพราะจะมาเก็บข้าวของที่นอนค้างเมื่อคืน เขากวาดสายตาไปรอบๆ อย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยบอก

 

“ไปเช็คตารางงาน เออ ว่าน เห็นถุงขยะหน้าบ้านนั่นป่ะ? เอาไปทิ้งให้หน่อย ตอนนี้เลยนะ”

 

“เดี๋ยวพี่-”

 

ภพธรไม่รอให้อีกคนพูดจบ เขารีบเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องทันทีโดยไม่หันกลับ

 

 

 

 

 

เมื่อถึงห้องนอน เขาเปิดแลปทอปและมันก็แสดงหน้าเว็บที่เขาเปิดค้างไว้เมื่อคืน เขาเพิ่งนึกได้ว่าตอนนั้นเขารีบพับปิดหน้าจอลงโดยไม่ได้กดออก แต่ก็ดี เขาไล่สายตาหาจนถึงบรรทัดล่าสุดที่เขาอ่าน แล้วก็พบว่ามันเป็นข้อเกือบสุดท้าย

 

.

.

จูบที่หลังมือ – การเคารพรัก ยกย่อง นับถือ

จูบที่ปาก – จะเป็นการบอกว่า “ผมรักคุณ ผมต้องการคุณ”

.

.

 

เขาเลื่อนไปที่ข้อท้ายสุด, ไม่รู้โชคดี หรืออะไร มันเป็นข้อที่เขาต้องการรู้ที่สุดพอดี

 

.

.

 

จูบที่ไหล่ – เป็นการบอกว่าผมต้องการคุณ อยากอยู่เคียงข้างกันตลอดไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“พี่อ่านอะไรสาวน้อยจัง”

 

ภพธรสะดุ้ง เขาหันควับไปที่ต้นเสียงแล้วเจอธนกฤตกำลังยืนค้ำหัวเขาอยู่ที่ด้านหลังด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่สีหน้าเขาเป็นไปในทางตรงกันข้าม เขาเบิกตากว้างแล้วรีบพับปิดหน้าจอแลปทอปทันทีโดยสัญชาตญาณ

 

แต่เหมือนสัญชาตญาณของเขาจะช้ากว่าของอีกคน ธนกฤตคว้ามือที่จับหน้าจอเอาไว้แล้วออกแรงรั้งไม่ให้เขาปิดมัน

 

“โอ้ยพี่ ผมอ่านตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ไม่ต้องห่วง”

 

“ห้ะ”

 

“อ้าว ไม่ได้ยินหรอ”

 

คนขี้แกล้งลดระยะห่างระหว่างกันลง โน้มหน้ามาใกล้แล้วพูดให้ได้ยินอีกรอบ

 

“ผมอ่านไปแล้ว เมื่อเช้านี้ตอนพี่หลับ”

 

“กูไม่ได้หลับ มึงอ่านตอน…”

 

ภพธรค่อยๆ เม้มปากเมื่อรู้ตัวว่าเพิ่งหลุดบอกเรื่องที่แกล้งหลับออกไป เขาหวังว่าธนกฤตจะไม่ได้ใส่ใจแล้วไม่ทันสังเกตมัน

 

“มึงมาใช้เครื่องกูหรอ?”

 

“ครับ ขอโทษที ก็อยากรู้ว่าพี่ทำอะไรถึงได้ไม่นอน”

 

“ว่าน!”

 

“ครับๆ ขอโทษครับ”

 

“….”

 

“แต่ที่พี่อ่านเนี่ย พี่เชื่อตามที่เขาเขียนไหม?”

 

ธนกฤตมองเขานิ่งสักพัก แต่พอเขาไม่ได้พูดอะไรตอบอีกคนก็เบนสายตาไปที่หน้าจอแทน แล้วอ่านมันออกเสียงออกมา

 

“จูบที่หน้าผากแสดงถึงความเอ็นดู รักและอยากทะนุถนอม”

 

“โอ้ย พอ หยุด ไม่ต้องอ่านแล้ว มึงอย่าแซ็วได้ป่ะ?”

 

“เปล่าสักหน่อย แล้วพี่เชื่อจริงๆไหม?”

 

 

ภพธรอยากจะจิ้มลูกตามันสักที แต่พอเงยหน้าขึ้นไปมองแล้วเจอสีหน้านิ่งๆ ของธนกฤต เขาก็รู้สึกว่ากำลังถูกถามเรื่องที่สำคัญมากๆ อยู่ …ทั้งที่แม่งโคตรไร้สาระเลย

 

 

“เออ ก็เชื่อ… นิดนึง”

 

 

“หรอ”

 

“ปิดเถอะ กูอายจะแย่แล้วเนี่ย”

 

 

เขาดันหน้าจอลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ก็ยังไม่สำเร็จ ธนกฤตยังคงรั้งเอาไว้ ซ้ำยังหันไปอ่านต่อ

 

 

“จูบที่จมูก หมายถึงคุณน่ารักมาก”

 

“ไอ้ว่านกูบอก–”

 

ภพธรที่กำลังจะหันไปด่าอีกคนชะงัก ปากยังอ้าค้างอยู่ที่คำที่จะพูด เมื่อธนกฤตก้มลงมาจูบที่จมูกของเขา – อย่างตั้งใจ และเนิบช้า

 

 

 

 

 

“จูบที่แก้ม ฉันชอบเธอ ฉันต้องการเธอ”

 

ธนกฤตลดระดับใบหน้าลงมาอีกแล้วหยุดค้างอยู่ที่แก้มของเขา “ตรงนี้ยังไม่เคย.. กลัวพี่ต่อยกลับซะก่อน” ,จากนั้นจึงกดริมฝีปากแนบลงมา

 

 

 

 

นี่กูกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหนวะ…

 

 

 

 

“จูบที่คอกับหลังมือ อืม.. ผมว่าผมทำไปแล้วเมื่อคืน”

 

 

“….”

 

 

“แล้วผมก็หมายความตามนั้นจริงๆ”

 

 

 

 

 

“ว่าน แล้วถุงขยะหน้าบ้าน–”

 

“พี่อย่าเพิ่งทำลายบรรยากาศได้ป่ะ”

 

 

“….”

 

“เนี่ย มันเหลืออีกข้อที่ยังไม่ได้ทำ”

 

“มึง–”

 

“จูบที่ปาก”

 

“ไอ้ว่าน พี่– กู–”

 

“จะเป็นการบอกว่า ผมรักคุณ ผมต้องการคุณ

 

“……”

 

 

 

 

 

 

“ตกลงแล้ว พี่เชื่อตามเขาเขียนจริงๆไหม?”

 

“..ไม่”

 

“เฮ้ย ไม่ได้ดิ ทีแรกบอกเชื่อไม่ใช่หรอ”

 

“…..”

 

 

 

 

 

 

 

“ไม่รู้แหละ ผมจะบอก”

 

 

 

 

 

 

.

.

.

 

 

 

 

 

“พี่ตู่”

 

 

“อะไร…”

 

 

“ให้บอกอีกทีได้ไหมครับ?”

 

 

“ไอ้ว่าน!!!”

 

 

 

 

 

 

 

The end,

(-:

 

 

 

 

 


talk :

ฟิคเรื่องที่สองของคู่บัวลอยทับทิมกรอบค่ะ ฮุก ไม่ไหวแล้วมันพีคมาก ยอมสังเวยแด่ moment ที่เล่นมาแบบโครมๆๆ
หลังจากไปเสพผลงานท่านอื่นใน joylada มาก็ยิ่งพีคขึ้นไปอีก จึงผลิตออกมาเองในที่สุดค่ะ T v T ทีแรกก็ว่าจะแต่งไม่เกิน 300 คำ ไปๆมาๆก็ยาวเลย ฮือ ขอฝากด้วยค่ะ

comment ติชมหรืออะไรตั่งต่างได้ในนี้หรือในแท็ก #Dannyw_fic ในทวิตนะคะ

 

ขอบคุณค่ะ,

 

 

Advertisements

OS : enter your passcode (doubleb)

 #พาสเวิร์ดดบบ .
/ enter your passcode /

 

 

ฮันบินนั่งกอดหมอนใบโตมานานแล้ว
แต่อีกชีวิตที่อยู่ร่วมกัน ไม่พูดคุยอะไรด้วยเลยสักนิดเดียว

เรื่องของเรื่อง ดงฮยอกที่ชวนฮันบินมาเที่ยวเกาะด้วยกันตอนนี้ออกไปหาของกินกับจุนฮเวอยู่ เพราะงั้น คนที่เหลือเป็นเพื่อนเขาจึงมีแค่พี่ชายของดงฮยอก เรานั่งอยู่หลังบ้านที่มีสระว่ายน้ำติดทะเล

 

ตอนแรก ฮันบินจะอยู่คนเดียว ดูดาวหรือทำอะไรเรื่อยเปื่อยไป แต่พี่ชายดงฮยอกก็ออกมาบอกว่าจะนั่งเป็นเพื่อนเขา

 

“…”

แต่จริงๆนะ ฮันบินอยู่คนเดียวน่าจะดีกว่า

 

เขากดโทรศัพท์ดูเป็นระยะ เผื่อไม่ดงฮยอกก็จุนฮเวจะไลน์มาหา ที่จริงฮันบินพยายามหาอะไรทำอยู่ แต่มันมีไม่มากเมื่อฮันบินรู้อยู่แก่ใจว่าพี่ชายเพื่อนกำลังจ้องเขา

 

“….”

ฮันบินลอบถอนหายใจ

 

“เบื่อหรอ”

“..เปล่าครับ”

“อือ”

 

พอฮันบินตอบ คนแก่กว่าก็แค่ตอบรับแล้วไม่พูดอะไรอีก ปล่อยบรรยากาศอึดอัดนี่ดำเนินต่อไป จนฮันบินอยากกระโดดลงน้ำไปเลย จะได้จบๆ

 

“ฮันบิน”

“ว่า?”

เขาตอบกลับด้วยความเคยชิน ก่อนจะเบิกตากว้าง หันไปมองพี่ชายเพื่อนแล้วรีบเอ่ยแก้ “อ.. เอ่อ ครับ?”

อีกฝ่ายหลุดขำนิดหน่อย
แล้วดันหลังตัวเองจากพนักเก้าอี้ขึ้นมา

 

“ทำตัวปกติเถอะ”

 

ฮันบินเกาแก้มตัวเอง พยายามมองไปทางอื่นที่ไม่ใช่ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มนั่น มันทำให้รู้สึก.. แปลกๆ

 

“แค่จะถาม ว่าเป็นยังไงบ้าง”

“..หมายถึง อะไรล่ะ?”

“ก็ทั่วไป ชีวิตช่วงนี้น่ะ ดีไหม? ขึ้นปีสองแล้วนี่?”

“ครับ.. ก็ไม่ได้ห่วย แต่ก็ไม่ได้ดีอะไร”

 

“อืม แล้ว.. เพิ่งมาสนิทกับดงฮยอกหรอ?”

คนตรงข้ามขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง ใช้แขนสองข้างท้าวเข่าโน้มตัวมาข้างหน้า พี่ชายดงฮยอกขมวดคิ้วเล็กๆตอนพูด ฮันบินเลยรู้สึกค่อนข้างเกร็ง

 

“ก็คงงั้น แบบ.. ผมเพิ่งย้ายเข้าหอ แล้วก็ได้รูมเมทเป็นจุนฮเวก็เลยสนิทกัน”

นั่นเพราะจุนฮเวสนิทกับดงฮยอก อันนั้นเขาคงไม่ต้องบอกเพราะอีกคนน่าจะรู้ดี

“เพิ่งเข้าหอ.. แล้วก่อนหน้านี้..”

“แปปนึงนะครับ”

 

ฮันบินได้ยินเสียงไลน์จึงก้มลงดู เป็นจุนฮเวส่งมาถามว่าอยากได้ช็อคโกโคนหรือเยลลี่มากกว่ากัน เขาพิมพ์ตอบเพื่อนไป ห่างกันวินาทีเดียว ดงฮยอกส่งมาถามอีกแชท ว่าพี่ชายตัวเองอยากได้อะไร ระหว่างมันฝรั่งอบกรอบกับเบียร์

 

“ดงฮยอกถามว่าจะเอาขนมหรือเบียร์”

“ฮันบินกินเบียร์ไหม?”

“ไม่ฮะ” เขาตอบโดยไม่เงยหน้า เตรียมกดพิมพ์ตอบเพื่อน

“งั้นเอาน้ำอัดลม ขนมไม่เอาครับ”

 

ดงฮยอกส่งสติกเกอร์เป็นคำตอบว่ารับทราบ ฮันบินวางโทรศัพท์ลงอย่างเดิม เงยหน้ามาก็เจอพี่เขามอง อยู่ก่อนแล้ว

 

“ยังไม่หัดกินเบียร์อีกหรอ”

“ก็.. ไม่อยากนี่”

 

ฮันบินไม่เข้าใจว่าทำไมถึงสู้สายตาอีกคนไม่ได้ แค่เขามองมายิ้มๆ ฮันบินก็ต้องมองไปทางอื่นตลอดเลย

 

“เอ้อ.. แล้วที่ว่าเพิ่งย้ายเข้าหอ”

“อื้อ?”

“ก่อนหน้านี้ทำไมไม่ย้ายล่ะ”

“ตอนแรกว่าจะไปกลับเอา แต่หลังๆเริ่มไม่ไหว แล้วก็ขี้เกียจตื่นเช้าๆด้วย”

เขาตอบแล้วก็บีบหมอนที่กำลังกอดไปด้วย รู้สึกอยากให้สองคนนั้นกลับมาเร็วๆ เขาไม่อยากตอบอะไรแล้ว

 

แต่หลังจากนั้น ก็ไม่มีคำถามอะไรอีก ฮันบินเหลือบมองดู ก็เห็นว่าพี่เขาเอนหลังนอนมองท้องฟ้าไปแล้ว ฮันบินรู้สึกโล่ง มุดหน้ากับหมอนจนจมแล้วล้มลงนอนบ้าง

 

โห..

 

“ดาวสวยจัง..”

 

ท้องฟ้าที่มืดสนิททำให้แสงของดวงดาวพริบพราวระยิบระยับเต็มไปหมด มันสวยมากๆจนหลุดพูดออกมา บางดวงสว่างมากจนเหมือนว่าอยู่ใกล้แค่นิดเดียว

 

“อยากได้ไหม”

 

เสียงแหบเอ่ยกลับมาทำเขาหลุดภวังค์ ฮันบินเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังยิ้ม จึงค่อยๆหุบมันลงแล้วตอบกลับเสียงเบา

 

“พี่เอื้อมถึงหรอ”

“หึ..”

 

ฮันบินไม่กล้าเอาหมอนที่กอดบังหน้าไว้ออก เขาเห็นปลายหางตาว่าพี่ชายของเพื่อนลุกขึ้นยืน คนตัวสูงขยับเล็กน้อยแล้วหันมาทางเขา

 

“พี่ไปเข้าห้องน้ำแปปนึงนะ”

 

ฮันบินไม่ได้ตอบ แค่พยักหัวขึ้นลงรับรู้ คนแก่กว่าเอื้อมมือมาลูบหัวเขาสองทีแล้วเดินผ่านไป

 

แต่ความอุ่นจากฝ่ามือยังคงอยู่ที่หัวของฮันบินอยู่เลย..

เผลอๆมันลามมาที่หน้ากับหูฮันบินด้วย

 

 

ไม่ทันได้คิดอะไร เสียงไลน์ดังขึ้นอีกครั้ง ฮันบินเด้งตัวขึ้นมาคว้าโทรศัพท์แต่กลับไม่มีแจ้งเตือนขึ้น เสียงดังขึ้นอีก เขาจึงรู้ว่าไม่ใช่ของเครื่องเขา แต่เป็นอีกเครื่องที่อยู่บนเก้าอี้ของอีกคนนึง

 

dhyuk : พี่ น้ำอัดลมเหลือแค่เป๊ปซี่อ่ะ เอาป่ะ?

Jhoe K : พี่ ฮันบินแม่งไม่อ่านไลน์วะ รอนานละเนี่ย

 

ฮันบินดูโทรศัพท์ตัวเองอีกรอบ เลยรู้ว่าเครื่องไม่มีสัญญาณ จะรอให้พี่เขาออกมาก็กลัวเพื่อนจะรอนานเข้าไปอีก

 

“พี่ฮะ! ดงฮยอกไลน์มาอ่ะ! เครื่องผมมันไม่มีสัญญาณ!”

เขาตะโกนเข้าไปในบ้าน แล้วก็ได้เสียงตะโกนตอบกลับ

“ฮันบินเข้าไปตอบเลย”

 

พอเจ้าของอนุญาต ฮันบินเลยหยิบมันขึ้นสไลด์หน้าจอแต่ว่าดันติดรหัสผ่านไว้

 

ดงฮยอกรัวไลน์มาอีกหนึ่งชุด

 

“พาสเวิร์ดอะไรอ่ะ!”

เขาขมวดคิ้วจ้องแป้นตัวเลข ง้างนิ้วรอกดหลังตะโกนไปอีกหนึ่งรอบ พอได้ยินคำตอบ ฮันบินกลับหยุดชะงักไป

 

“พี่ใช้รหัสเดิม”

 

 

รหัสเดิม..

 

 

จู่ๆ หัวใจของฮันบินก็เต้นแรงมากๆ แรงจนฮันบินยังกลัวเลย เขาเม้มปากแน่นไม่กล้ากดรหัส ในหัวมีแต่คำว่า รหัสเดิม ดังซ้ำๆ

 

dhyuk : ย่าห์! จะไม่เอาใช่ไหมเป๊ปซี่เนี่ย!

 

ต.. แต่ต้องตอบไลน์อ่ะ

 

นิ้วขาวๆค่อยๆบรรจงกดจิ้มตัวเลขสี่หลักลงไป สิ้นสุดตัวสุดท้าย มันก็เด้งเข้าโปรแกรมแชททันที

 

รหัสเดิมของพี่จีวอน…

ก็คือวันเกิดฮันบินเอง

 

 

dhyuk : ย่าห์! จะไม่เอาใช่ไหมเป๊ปซี่เนี่ย!  21:38

read . 21:40  ปกติพี่จีวอนกินแต่สไปร์ทนี่

dhyuk : ฮันบิน? ละพี่กูอ่ะ  21:40
ช่างมัน ตกลงเป๊ปซี่คือ? ไม่เอา?  21:41

read. 21:41  เอามาก็ได้ เผื่อไว้
          21:41  พี่จีวอนเข้าห้องน้ำ

 

 

พอกดส่งข้อความ ฮันบินก็รีบวางโทรศัพท์ทันที เพราะว่าจีวอนเดินกลับมาแล้ว

 

“ดงฮยอกว่าไง?”

 

“ก.. ก็ถาม ว่าเอาเป๊ปซี่แทนได้ไหม ผมตอบไปแล้วว่าให้ซื้อมา”

“อ๋อ”

 

อยู่ๆก็เกลียดการพูดน้อยของพี่เขา..
เกลียดที่มองฮันบินด้วย ฮันบินไม่ชอบเลย

 

 

“ฮันบิน”

เสียงแหบนั่นเรียกเขาอีกแล้ว ฮันบินเงยหน้ามองแบบใจหวั่นๆ ยิ่งเห็นรอยยิ้มแบบนั้นอีก..

 

 

“สองปีที่ผ่านมา.. มีคนใหม่หรือยัง”

 

.

.

.

.

 

“ไม่มีหรอก”

 

 

“งั้น.. พี่ ขอจีบอีกรอบนะครับ”

 

 

 

 

จบ.

 

ฟิค doubled เรื่องแรกค่ะ แฮ่
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ♡♡♡

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ´ ▽ `

 

 

 

OS : ล็อคเกอร์ของหัวหน้า (Hogyu)

(Howon x Sungyu)

note : ในปีสุดท้ายของมัธยม ชีวิตแสนธรรมดาของหัวหน้าห้องซองกยูคนไม่น่าสนใจได้เปลี่ยนไป

 

 

 

มีกล่องรองเท้าวางอยู่ในล็อคเกอร์

เขายืนมองเหมือนว่ามันกำลังยื่นใบปลิวหรืออะไรทำนองนั้นมาให้ แต่เปล่า มันแค่ถูก ‘วาง’ ทับอยู่บนทุกๆอย่างในล็อคเกอร์ของเขา

 

ไม่มีการ์ด หรือแม้แต่การลงชื่อ ทั้งกล่องมีแค่รองเท้าหนึ่งคู่ที่วางสวยอยู่ข้างใน สีขาวตัดดำ และเป็นไซส์ที่เขาใส่
เขาหันซ้าย แล้วก็หันขวา พร้อมกับหมุนรอบตัวอีกรอบถ้วนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้มีใครมาวางผิดล็อคเกอร์ เพราะแน่นอน คนอย่าง คิม ซองกยู ไม่ใช่เด็กนักเรียนประเภทที่จะมีจดหมายรัก ของขวัญ หรืออะไรแบบนั้นในตู้ของตัวเอง

 

ตลอด 6 ปีในระดับมัธยม คิมซองกยูเป็นหัวหน้าห้องที่.. เรียกว่าไร้ความน่าสนใจก็ว่าได้

 

เขากอดมันแนบอก ก้มมองอย่างลังเลและสับสน สมองพยายามคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆที่มันมาอยู่ในล็อคเกอร์ ผ่านไปสัก 2-3 นาที ซองกยูตัดสินใจ

วางมันเข้าที่เดิม

และหวังว่าคงมีใครสักคนมาทวงถามกับเขาถึงมัน

 

 

 

 

 

“นี่ หัวหน้า”

“อ่ะ.. อูฮยอน มีอะไรหรอ”

 

เพื่อนร่วมชั้น นัม อูฮยอน ทิ้งฝ่ามือสองข้างลงบนโต๊ะเขาแล้วโน้มลงมามอง เพื่อนคนนี้แทบจะกางแขนโอบเขาไว้ เขาจึงต้องผละออกจากหนังสือแล้วถดตัวถอยห่าง

 

“ถ้าเป็นวิชาของอาจารย์ปาร์ค-”

“ไม่ได้จะถามเรื่องนั้น” อูฮยอนทำเสียงไม่พอใจ แต่ใบหน้ากลับทะเล้นแบบไม่จริงจัง เขาเริ่มกระอักกระอ่วนขึ้นมาดื้อๆ

“แล้ว.. จะ จะถามอะไรหรอ”

“ระหว่างขาวกับดำ หัวหน้าชอบสีอะไรหรอ”

 

“หือ?”

“ตามนั้นครับ แค่ตอบมา”

 

ซองกยูกำดินสอในมือ เขาไม่เข้าใจถึงคำถามของอูฮยอน อยู่ๆมาถามเรื่อง.. เหมือนจะดูส่วนตัวกับเขาทำไม จริงว่าอูฮยอนเป็นคนคุยเก่งและเข้าสังคม

ต..แต่ ปกติ เพื่อนจะถามแบบนี้กันหรอ

 

“ถามทำไม ..หรอ?”

“จิตวิทยาน่ะครับ”

คำตอบรับยิ้มแพรวพราวนั่น ทำให้เขาทำใจเชื่อได้ไม่มาก…

“เรา..”

“สีขาวใช่ป้ะ?”

ถึงแม้จะไม่มีคำตอบเป็นพิเศษ แต่หากให้เลือกจริงๆ.. “อื้อ.. เราชอบขาวมากกว่า”

 

พอได้คำตอบอูฮยอนก็เท้าคางมองหน้าเขาแล้วยิ้มแป้น พูดบอกว่าต้องการคำตอบเพียงเท่านี้แล้วก็จึงจากไปนั่งที่ตัวเองหลังห้อง

 

ซองกยูนั่งงงอยู่คนเดียว ขยับเก้าอี้เข้าโต๊ะเหมือนเดิมแล้วหยิบหนังสือขึ้นมา แต่สมาธิอยู่กับคำถามเมื่อครู่ มากกว่าตัวหนังสือไปซะแล้ว

 

 

 

 

“อ้ะ ขอโทษนะ”

 

ซองกยูเกือบเดินชนกับใครบางคน กองเอกสารในแขนเกือบเซหล่นลงมา แต่ว่าก็มีมือมาช่วยดันมันไว้ได้ทันก่อน

 

“ระวังหน่อยสิครับ”

 

น้ำเสียงตักเตือนจากอีกคนทำให้เขาก้มหน้าขอโทษงุดๆ อยากชะโงกหน้าจากกองนี่มาดูว่าเป็นใครจะได้เอ่ยขอโทษและขอบคุณที่ช่วย แต่อาจารย์ปาร์คก็เดินมาทักและช่วยถือเอกสารของตนไปก่อน

 

ซองกยูเหลียวหลังมามองก็เห็นแค่หลังไวๆที่เดินเข้าไปอีกทางซะแล้ว …แต่ถ้ามองไม่ผิด นั่นคงเป็น อี โฮวอน

 

คงกำลังจะไปซ้อมกีฬาสินะ

 

“ซองกยูอา” แล้วเสียงอาจารย์ปาร์คก็ดึงสติเขากลับมา

 

 

 

 

 

‘ถ้าไม่ได้ไม่ชอบ ก็ใส่สิครับ’

 

มีโน้ตติดอยู่บนกล่องรองเท้าในตู้ล็อคเกอร์

เขายืนมองมันเหมือนว่ามันไม่ใช่ภาษาที่เขาอ่านออก แต่เปล่า มันเป็น ‘ภาษา’ ที่เขาอ่านออกและเข้าใจ ถูกแปะอยู่บนกล่องๆเดียวกับที่มาปรากฎเมื่อวาน และยังไม่มีใครมาทวงถามจากเขา

 

เขาหันซ้าย แล้วก็หันขวา พร้อมกับหมุนตัวอีกรอบถ้วนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้มีใครมาแปะผิดตู้ เพราะแน่นอน ถ้าใครคนนั้นวางผิดตู้ เขาก็คงจะมาแปะผิดตู้อีกเช่นเคย

เขาถือกระดาษ มองมัน อ่านซ้ำอีกรอบแม้ว่าจะไม่ใช่ประโยคยาวๆก็ตาม ผ่านไปสัก2-3 นาที ซองกยูก็ตัดสินใจ

 

หยิบดินสอขึ้นมาเขียนข้อความบนกระดาษใบเดิม แล้วแปะมันไว้บนกล่องอย่างตอนแรก

และหวังว่าใครคนนั้น (ซึ่งอาจมาเปิดตู้เขาอีก) จะได้รู้ว่ากำลังเข้าใจผิด

 

 

 

 

 

“นี่! หัวหน้า!”

“ซ..! ซองยอล!”

 

เพื่อนร่วมชั้น อี ซองยอล ตบฝ่ามือทั้งสองเข้ากับโต๊ะเรียนเขาจนเสียงดัง ทำสะดุ้งตกใจจนปากกาในมือหล่น  ซองกยูเบิกตากว้าง ถดตัวหนีออกอย่างรวดเร็วแต่ซองยอลก็โน้มหน้าตามมาอยู่ดี

 

“คือ ถ..ถ้าเป็น ก..การบ้านอาจารย์ลี เราส่ง-”

“ไม่ใช่เรื่องนั้น!”

 

เกิดมาซองกยูไม่เคยใช้เสียงดังมากไปกว่าระดับคุยกับแมว แต่ที่ซองยอลกำลังทำ คือการคุยข้ามตึก

 

“แล้วเรื่องอะ-”

“ทำไมเป็นคนเข้าใจอะไรยากนักฮะ!”

 

ซองกยูเม้มปาก อยากพูดแทบตายว่า นายต่างหาก ที่เข้าใจยาก มาตะโกนใส่เราทำไม แต่ทำได้แค่ขยำกางเกงนักเรียนตัวเอง

 

“ใครให้อะไรก็รับไปซี่!”

เพื่อนคนนี้พูดแล้วส่ายหน้าตามการสะบัดเสียงท้ายประโยค ซองยอลเหมือนคนที่กำลังหงุดหงิดแต่ก็ขัดใจตัวเองไปด้วยพร้อมๆกัน

ถึงแม้จะไม่เข้าใจอะไรเลย แต่เพราะความกลัวและความตกใจ.. “อื้อ.. ร..เรา ถ้าใครให้อะไรเราจะรับนะ!”

 

พอได้อย่างต้องการ ซองยอลถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วยืนเต็มความสูง ปัดเนคไทตัวเองให้เข้าที่ก่อนพูดว่า ก็แค่เนี้ย เอ้อ แล้วเดินไปนั่งที่ตัวเองหลังห้อง

 

ซองกยูขวัญเสียอยู่คนเดียว ก้มลงเก็บปากกาที่ตก ขยับตัวเข้าโต๊ะเขียนใบรายงานต่อ แต่สมาธิทั้งหมดได้หายไปหมดแล้ว

 

เขาถือปากกาอยู่อย่างนั้นจนอาจารย์เจ้าของวิชาเข้ามา

 

 

 

 

 

“อ้ะ เอ่อ.. ขอโทษนะ”

 

ซองกยูผละมือออกจากบานประตูห้องที่เขากำลังจะผลักออกไป เพราะมีมือของใครบางคนเอื้อมมาผลักมันก่อนหน้าเขาและทำให้มือซองกยูไปจับโดนอีกคน

 

“ไม่เป็นไรครับ”

 

หือ?

 

เสียงคุ้นหูทำให้ซองกยูขมวดคิ้วสงสัยและค่อยๆเงยหน้ามามอง แล้วก็ต้องเม้มปากแน่นรีบก้มลงตามเดิมเมื่อคนตรงหน้าคืออีโฮวอน

 

“จะไปไหนหรอ”

“ไป..”

มือเขาอยู่ๆ ก็ไม่รู้จะเอาไปวางตรงไหน

 

เขาเห็นอาจารย์ลีกำลังเดินผ่านหน้าห้องไป ซองกยูเบิกตาโตรีบชี้ไปทางอาจารย์อย่างเร่งรีบ

“เราไปก่อนนะ”

 

ซองกยูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เปิดประตูออกแล้วรีบเดินไปหาอาจารย์ทั้งที่ตัวเองไม่มีธุระอะไรกับอีกฝ่าย เขาแค่ต้องการออกมาเข้าห้องน้ำเท่านั้น

 

อะไรเนี่ยคิมซองกยู!

 

 

 

 

 

‘ถ้าไม่ได้ไม่ชอบ ก็ใส่สิครับ’
‘ผมหัวหน้าห้อง 6A นี่ใครครับ’
‘จะโกรธแล้วนะ’

 

มีข้อความเขียนต่อจากเขาบนกระดาษโน้ตที่ติดกล่องรองเท้าในล็อคเกอร์

ซองกยูจะร้องไห้ เขาไปทำอะไรให้ใครถึงได้ถูกโกรธ ล็อคเกอร์นี่ก็ของเขา แล้วเขาผิดตรงไหนกัน แถมคำถามเขายังไม่ได้คำตอบอีกว่าใครเป็นคนมาวาง

ซองกยูเม้มปากแน่น
จ้องกล่องรองเท้าอย่างโกรธเคืองที่มาอยู่ตรงนี้

 

คนที่ต้องโกรธคือเขานะ!

 

คิดได้อย่างนั้น จึงตัดสินใจ ปิดประตูล็อคเกอร์แล้วเดินเข้าห้องเรียนในทันที

 

 

 

 

 

อูฮยอนกำลังจะเดินเข้ามา แต่พอเห็นเขาแสดงอาการหงุดหงิดอยู่ จึงยิ้มแห้งๆแล้วถอยออกไป ตามมาติดๆคือซองยอลจอมโวยวาย เงื้อมือเตรียมฟาดโต๊ะเขา แต่พอเขาเงยหน้าสบตากลับชะงัก ทำทีเกาหัวแล้วเดินตามอูฮยอนไป

 

เป็นอะไรกันก็ไม่รู้..

เขารู้แค่ตอนนี้เขาไม่ชอบใจ ไม่ชอบเลยที่ใครก็ไม่รู้มาวางของในตู้เขาแถมยังจะมาโกรธเขาอีก

 

หน้าเขาตอนนี้ต้องบึ้งแน่ๆ

 

“หัวหน้าครับ..”

 

มีเสียงเรียกเขาจากคนตรงหน้าที่กำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะเขา ถึงจะกำลังอารมณ์ไม่ดี แต่เพื่อนเขาอาจต้องการอะไรสักอย่าง แต่ซองกยูไม่แน่ใจว่าตัวเองหายหน้างอหรือยัง จึงก้มหน้าต่อไป

 

“มีอะไรหรอ”

“ส่งการบ้านครับ”

 

ซองกยูส่งเรียกรับในลำคอ ยื่นมือรับการบ้านจากเพื่อนเพื่อรวบรวมกับคนอื่นๆที่ต้องส่ง ซองกยูวางมันบนตัก หวังว่าพอเพื่อนคนนี้เดินไปจะค่อยเช็คให้

 

‘จะโกรธแล้วนะ’

 

เอ้ะ…

 

มีกระดาษโน้ตแปะอยู่บนหน้าปกหนังสือบนตักเขา
สีเรียบๆ ลายมือหวัดๆ เหมือนกันกับบนกล่องรองเท้า แปะอยู่บนหน้าปกหนังสือ ที่มีชื่อเขียนอยู่ว่า

อี โฮวอน

 

เขามันอ่านอีกรอบ แม้จะไม่ใช่ประโยคยาวๆ

 

“จะโกรธแล้วนะ”

แต่กลับเป็นเสียงของคนที่อยู่หน้าโต๊ะเขาพูดออกมา

 

ก่อนจะเงยหน้า ซองกยูเหลือบไปเห็นปลายเท้าที่สวมรองเท้าคล้ายกับที่อยู่ในล็อคเกอร์ของเขา ต่างแค่ว่ามันเป็นสีดำตัดขาว ของเพื่อนคนที่ยืนพูดอยู่ตรงหน้า

 

“ผมจะโกรธแล้วนะ ..ทำไมหัวหน้าไม่รับของจากผมสักทีล่ะครับ”

 

หนังสือแทบหล่นจากตัก ถ้าไม่ใช่ซองกยูกำมันแน่นจนแทบจะยับ อะไรสักอย่างในอกมันขยายจนเขารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก

 

“โฮวอน..”

“ครับ โฮวอนครับ”

 

เจ้าตัวยิ้มกว้าง ยิ้มแบบที่ซองกยูไม่เคยเห็น

 

โฮวอนเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่นั่งหลังห้อง เป็นนักกีฬา แถมเป็นที่รู้จัก เป็นคนน่าสนใจ เป็นแบบที่ตรงกันข้ามกับซองกยู

ที่ว่าไม่เคยเห็นยิ้มของโฮวอน เพราะถึงเขาจะมองอีกฝ่ายอยู่บ้าง.. ก็ตาม แต่เขาก็ไม่กล้ามองหน้าอีกคน ที่ผ่านมา เขาอยู่ร่วมห้องกับโฮวอนมาตลอด

 

แต่เขานึกสาเหตุไม่ออก

ว่าคนแบบอีโฮวอนเอาของมาให้เขาทำไม

 

…แต่ใจก็ดันเต้นแรงไปแล้ว

 

“ค..คือว่า นาย..”

“นี่ หัวหน้า”

 

โฮวอนเท้าแขนกับโต๊ะเขา ทำให้โน้มมาใกล้มากกว่าที่อูฮยอนหรือซองยอลเคย แต่ซองกยูดันตัวแข็งทื่อเกินกว่าจะขยับหนี

 

“ไม่ชอบรองเท้า หรือว่าไม่ชอบผมหรอครับ?”

 

ถึงจะไม่เข้าใจอะไรอีกแล้ว ถึงจะช็อคไปแล้วเพราะอีกคนใกล้เหลือเกิน เกร็งจนไม่รู้ว่าตัวเองเกร็งมากแค่ไหน แต่ซองกยูก็พยายามจะนึกคำพูดออกมา “ก็.. ก็ไม่ได้ ไม่ชอบ..”

 

“หรอครับ”  และก็ถึงแม้ว่าคำตอบจะไม่ชัดเจนเอาเสียเลย แต่โฮวอนก็กลั้นยิ้มไม่อยู่เหมือนกัน

 

“ก็ถ้าไม่ได้ไม่ชอบ ก็ใส่ซะสิครับ หัวหน้า”

 

 

 

 

 

///

 

เขาอุตส่าห์มาเข้าห้องเร็วๆ เพื่อจะได้ดูว่าหัวหน้าห้องคนนั้นใส่รองเท้าที่แอบให้ไปหรือเปล่า

แต่ที่พบคือ เปล่า เขาไม่ได้ใส่

แถมพอส่งสหายอูฮยอนไปเช็คว่าเขาไม่ชอบหรือเปล่า ก็ดันได้คำตอบว่าเปล่าอีก

 

เขานั่งคิดแทบทั้งวัน มองแผ่นหลังคนตัวขาวสลับกับรองเท้า(ที่ตั้งใจใส่มาเป็นคู่)ของตัวเองแล้วก็หงุดหงิดใจว่าทำไมถึงไม่รับของๆเขา

 

แล้วในวันถัดมา ซองกยูก็ยังไม่รับเหมือนเดิม

 

ร้อนถึงซองยอลเพราะเขาดันหงุดหงิดจนพาลไปลงกับมัน มันจึงเดินเข้าไปตบโต๊ะหัวหน้าห้องเสียงดังอย่างกับอันตพาล แล้วพอมันกลับมา เขาเลยตบหัวมันเข้าให้ โทษฐานทำให้ซองกยูขวัญเสียตกใจ

มันบ่นไม่หยุดปาก แต่การกระทำมันไม่ทำให้อะไรดีขึ้น

เมื่อเย็นวันนั้นเขาพบว่า กล่องรองเท้าก็ยังวางอยู่ที่เดิม

 

เขานะ อยากจับซองกยูมาฟัดให้ขาดใจไปเลย ทำไมต้องดื้อด้วย ที่ไม่รับเพราะไม่ชอบ หรือเพราะไม่อยากใส่กับเขาอย่างนั้นหรอ

 

แต่พอเห็นข้อความที่เขียนต่อจากเขาแล้วก็อดเหนื่อยใจไม่ได้

 

‘ถ้าไม่ได้ไม่ชอบ ก็ใส่สิครับ’
‘ผมหัวหน้าห้อง 6A นี่ใครครับ’

 

หัวหน้าซื่อบื้อ แทบจะมีแค่เขาที่ใส่รองเท้ารุ่นนี้ แถมยังพยายามเดินตัดหน้าไปมาเพื่อให้เห็นแล้วแท้ๆ

 

นี่เขาว่าผิดแล้วที่ใครๆก็ว่าคิมซองกยูไม่น่าสนใจ
เพราะเขาสนใจ

แต่คนที่ไม่น่าสนใจคือโฮวอนต่างหาก ดูสิ ซองกยูไม่เห็นสนใจเขาเลย

 

แต่เขาไม่ยอมหรอก

ถึงใครจะบอกซองกยูเป็นหัวหน้าห้องนิ่มๆ ไม่มีอะไรพิเศษหรือเป็นแค่เด็กเนิร์ดๆก็เท่านั้น แต่เขาก็มองของเขามาจะเข้า 6 ปีแล้ว

หัวหน้าคนนั้นที่ธรรมดาจนเรียบไปซะหมด คงไม่ดึงดูดใครให้เข้าหา แถมยังไม่ผูกมิตรมีเพื่อนสนิทสักคน เขาอยากเป็นคนนั้น อยากเป็นคนที่ซองกยูจะยิ้มให้ จะคุยกันด้วยทุกเรื่อง หรืออย่างน้อยเวลากลับบ้านก็กลับด้วยกัน

 

ทำไมจะไม่รู้ว่าซองกยูเคยแอบมาดูเขาซ้อมกีฬา

แต่เพราะแบบนี้ เพราะซองกยูเป็นแบบนี้ เขาถึงไม่มั่นใจว่าหัวหน้าตัวขาวคนนี้ก็สนใจเขาเหมือนกัน

 

ถึงไม่เคยเข้าหา แอบมองอีกคนตลอด

ทั้งๆที่รู้ ว่าซองกยูก็แอบมองเขาอยู่บ้างแท้ๆ แต่ดันไม่มีอะไรมาให้มั่นใจสักอย่าง

แต่ยังไงปีนี้ก็ปีสุดท้ายแล้ว และโฮวอนจะไม่ยอมให้ซองกยูตีมึนแบบนี้จนเรียนจบแน่

 

 

 

 

 

ทีแรกก็จะโกรธจริงๆแหละ
แต่เห็นหน้าขาวๆนั่น กับอาการตกใจจนช็อคแบบนั้น มันน่าเอ็นดูน้อยที่ไหน

 

“โฮวอน..”

 

แล้วที่สุด ซองกยูก็รู้สักที

 

“ครับ โฮวอนครับ”

 

 

หัวหน้าห้องซื่อบื้อของเขารู้สักที

เหนื่อยใจจริงๆ

 

 

 

 

 

-end ♡
tag #ฟิคโฮวอนไม่ยอม นะคะ

ขอบคุณที่ร่วมเสพค่ะ

 

 

 

OS : โฮวอนไม่ยอม (hogyu)

#ฟิคโฮวอนไม่ยอม
; howon x sunggyu ;

 

 

ถ้าภาพจำของผู้ชายตัวล่ำชื่อลีโฮวอนกับลีดเดอร์ตาขีดคิมซองกยู คือคู่กัด

พูดเลยว่าใช่

 

อะไรที่ซองกยูว่าดี โฮวอนจะไม่
อะไรที่ซองกยูทำได้ โฮวอนจะขัด
โนแมทเทอร์ว่าซองกยูจะทำอะไร โฮวอนไม่เห็นด้วย

 

“ใส่ไปได้ยังไงอ่ะ”

เช่นกัน โฮวอนจิ๊ปากใส่คนแก่กว่าที่เพิ่งออกจากห้องแต่งตัวมาส่องกระจกบานใหญ่ ตาเล็กๆนั่นตวัดมองเขาขวับ

 

“เสื้อไม่มีไซส์หรอ”

อย่าได้ปล่อยไปแม้แต่นิด โฮวอนกัดไม่หยุดเรื่องคอสตูมของอีกฝ่าย แสร้งเหยียดยิ้มแล้วส่ายหน้า ไม่เห็นด้วย

 

“นี่ มันมีให้เลือกมากมั้ง ห้ะ?” ซองกยูสวน

เขาพรูลมหายใจแล้วนวดต้นคอตัวเองที่โผล่พ้นปกเสื้อแหวกกว้างขึ้นมา

แล้วเหลือบมองซ้ำอีกรอบ

 

“อะไรนักหนาฮะโฮวอน!”

 

ซองกยูอารมณ์เสีย พูดเลยว่าเรื่องมั่นหน้ามั่นโหนกซองกยูก็สู้ไม่น้อยนะ ทำไม เขาก็ดูดีจะตายไปในชุดนี้ หรือเอาจริงๆนะ ซองกยูก็ดูดีกับทุกชุดม้ะ?

 

และเพราะความมั่นสูงปรี๊ด ซองกยูจึงยอมไม่ได้แล้วปรี่ตัวเดินเข้าไปหาเด็กปากดีที่ยังจับต้นคอตัวเองไม่เลิก

 

ทำไมหูมันแดงๆ

 

“ไปเปลี่ยนกับพี่ดงอูไป”

“ไม่เปลี่ยน”

“ทำไมต้องเถียงวะ”

“วะ กับฉันหรอ!”

 

เลือดขึ้นหน้า ซองกยูลั่นเสียงดังจนโคดี้จากห้องข้างๆโผล่หน้าเข้ามาดู แต่พอเห็นว่าโฮวอนที่ถูกขยำคอเสื้ออยู่ กำลังยิ้มร่าส่งมาให้ จึงแค่พยักหน้าส่งๆแล้วทิ้งท้ายว่าอย่าทำเมคอัพเลอะ ขี้เกียจแต่งเพิ่ม แล้วผลุบหัวกลับห้องเดิมไป

 

“ยังไงฮะอีโฮวอน! เอาไง!”

 

ไม่ได้ เกิดมาเป็นผู้นำ ซองกยูจะไม่ยอมให้คนในการดูแลมาทำแบบนี้กับตัวเอง เขาโตกว่า แถมหล่อด้วย ไม่ยอม

 

เค้นหน้าดุๆออกมาก็แล้ว ขยำจนคอเสื้อเชิ้ตแหวกกว้างกว่าเดิมก็แล้ว เขย่งข่มส่วนสูงก็แล้ว

ที่เขาได้จากลีโฮวอนมีแต่รอยยิ้มปีศาจ

 

จังหวะที่ซองกยูขมวดคิ้วมุ่น โฮวอนก็แสร้งดึงตัวเองพร้อมมืออีกฝ่ายเข้าหลังม่านห้องแต่งตัวไป จนเหมือนว่าซองกยูเป็นฝ่ายผลักเขาเข้ามาเสียเอง

 

“จ- จะทำอะไร!”

ทั้งที่เป็นฝ่ายทึ้งคอเสื้อเขาแต่กลับเสียงสั่น

 

ประเด็นเลยนะ

โฮวอนไม่ชอบซองกยู

 

ไม่ชอบเสื้อที่ซองกยูใส่
มันจะปาดให้ได้ถ้วยอะไรเบอร์นี้ ปาดซ้ายปาดขวาจนอีกนิดก็หัวไหล่แล้ว

ไม่ชอบกางเกงที่ซองกยูสวม
ขาดขนาดนี้ถอดไปเลยก็ได้ วับๆแวมๆจนแทบไม่มีความหมายในการใส่มัน

ไม่ชอบเมคอัพบนหน้าซองกยู ..ไม่รู้ล่ะ ไม่ชอบ

ไม่ชอบแก้มซองกยู ทั้งที่ก็ผอมจนเกือบซูบก็ยังมีแก้มล้นๆออกมาให้เห็น

ไหนจะผิวขาวจัดของซองกยู โฮวอนยิ่งไม่ชอบ ขาวจนเหมือนไอศกรีม อยากจะเลี–

 

เออ เหตุผลที่ประกอบเป็นซองกยูวันนี้ โฮวอน ไม่ ชอบ

 

 

“แน่ใจจะใส่อย่างงี้?”

“เออ!” ทั้งที่ก็เสียงดัง แต่ฟังดูไม่หนักแน่นสักนิดเดียว

 

โฮวอนแทรกมือเข้าไปใต้ไอ้เสื้อน่าขัดใจนี่แล้วบีบเค้นไปตามลำตัวนิ่มของอีกคน อยากแกล้งไปหมด อยากให้ร้องแงไปเลย คิดจะดื้อกับเขางั้นหรอ? ไม่เปลี่ยนงั้นหรอ?

 

“ฮึ- งือ…”

เสียงต่อต้านเริ่มเปล่งออกมา

 

โทษเถอะ ร้องงี้จะให้หยุดหรือต่อ

 

“อย่านะ”

คำว่าอย่านะของซองกยูช่างชวนให้ทำต่อ

 

หน้ามืดตามัว ไม่รู้แหละ ไม่ว่าซองกยูจะทำอะไร โฮวอนไม่เห็นด้วย อย่าลืม

 

 

 แต่ระหว่างเขาเค้นตัวนิ่มๆมันมืออยู่ดีๆ ไอ้เด็กประถมซองยอลก็โผล่พรวดมา แน่นอน เสียงมาก่อนตัว คนที่กำลังปวกเปียกในกอดเขาเลยรีบถีบตัวเองออกไปทันที

 

“เฮ้ยพรรรรี่! ผมเล่นชนะซองจงละนร้ะะะ! โฮะๆๆๆ ดูเซ่ มาเชยชมชัยชนะของผมเร้ววววว!”

 

โฮวอนตีนกระตุกยิกๆ

 

 

 

 

บทสัมภาษณ์ไรไม่เข้าหูกูสักอย่าง

ของขาวข้างๆเอาแต่ขยับไปมา ล่อน้ำลายไม่หยุด ไหนจะซนยุกยิกสลับขาไขว่กันไปมาอีก ก็เออ ก็กางเกงมันขาด ก็เห็นเต็มๆเนี่ย ขาว ขาวทะลุยีนส์มาเลยโว้ย

พอใจแค่แขนเสื้อที่ยาวกอมมือเนี่ย มึงทำดีอยู่ส่วนเดียวเลย ปิดแทบมิดมือ ผ้ามึงหมดก่อนจะถึงคอเสื้อถูกมะ

 

“โฮย่า โฮย่าๆ”

 

แรงสะกิดยิกจากไหล่ขวาเรียกให้หันไปมอง นัม อูฮยอน กระซิบกระซาบทำถ้วยท้ออะไรไม่รู้พร้อมหลิ่วตามาให้ มันทำท่าเม้มแล้วกัดปากสุดแสนจะเซ็กส์(เสื่อม)ใส่แล้วพยักเพยิดไปทางอีกข้างผม

 

มึง อย่า แซว
กูห้ามเขาแล้ว เขาไม่ฟังกู

 

ส่งคำตอบผ่านสายตาเท่าที่มนุษย์คนนึงพึงจะทำได้

 

มันยิ้มย่อง คล้ายจะเย้ยว่าโฮวอนนั้นกลัวเมีย

 

กลัวหรอ อย่างลีโฮวอนเคยกลัวหรอ
นี่ กูแตะขาเมียโชว์

(โคตรนิ่ม…)

 

ซองกยูที่โดนแตะตัวก็หันมามองเขาอย่างสงสัย

ไม่มีคำตอบ ดวงตาคู่เล็กก็เลิกขึ้นพร้อมเอียงคอใส่ไปอีก

 

จะเอียงทำไม คอเสื้อก็เอียงตามมะ

 

โฮวอนเงียบ มีแต่สายตาดุๆที่ตอนนี้นิ่งสนิทเหมือนปกติ ยากจะรู้ว่าคิดอะไร เพียงแต่ชักมือบนหน้าขาขาวกลับมา

นั่นทำให้ซองกยูงง และคิดไปว่าเบบี้โฮวอนกำลังงอน

 

…เรื่อง?

เออ ไม่รู้ อยู่ดีๆก็งอน มาแตะกูละปล่อย คือ
ต้องง้อมะ

 

ด้วยมาดผู้นำที่ค้ำคอ ซองกยูหันหน้ากลับไปทางเดิมทิ้งโฮวอนกับน้ำลายหนืดที่ไหลลงคอ ตั้งใจฟังบทสัมภาษณ์ต่อไปอย่างกระตือรือร้น

อูฮยอนขำคิก

โฮวอนคิ้วกระตุก

 

 

 

จนผู้สัมภาษณ์บอกพัก10นาที

ซองกยูพลิกตัวหันกลับมามองเบบี้ที่หน้างออยู่ พยายามสบตาเท่าไหร่ก็ไม่ยอมมองหน้าเขา ผสานมือเหนือเข่าตัวเองแล้วเลี่ยงสายตากัน

ซองกยูตัดสินใจโน้มตัวต่ำลงมาเพื่อช้อนตามองไอ้เด็กที่เอาแต่ก้มหลบ

แล้วแม่ง
โอโห

ขาวไปหมด

ขาวทั่วถึงทั้งวง กระทั่งมยองซูที่นั่งอยู่ปลายแถว

 

โฮวอนนึกสาปคอเสื้อในใจแล้วกราดตามองสมาชิกคนอื่นๆที่พร้อมใจกันมองเพดานห้องทันควัน ซึ่งซองยอลไม่เนียนพอกับการผิวปากประกอบ

 

ทีมงานที่กำลังเซตกองเห็นแล้วก็ยิ้มหน่าย
เด็กพวกนี้ แกล้งเมินลีดเดอร์กันอีกและ (มันมะใช่..)

ตัวตั้งตัวตี ลีโฮวอน ทุกคนจั่วหัวไว้เช่นเดิม

 

พอหมดเวลาพัก ผู้สัมภาษณ์กลับเข้ากล้องที่เดิมอีกครั้ง คราวนี้ ซองกยูยุกยิกกว่าเดิม สมาธิถูกแบ่งมากับการเอนตัวเบียดคนที่นั่งข้างๆอย่างจงใจ มือก็ถือไมค์ไปสิ ปากก็ตอบคำถามไปสิ แต่ลำตัวซีกขวาเกือบทั้งหมดก็พยายามเบียดไปกับลีโฮวอนด้วย

ที่ทุกคนเห็นคือการก่อสงครามประสาท ที่โฮวอนเลือกใช้การนิ่งเป็นการสู้กลับ

 

โถ ช่างน่าสงสาร

ใครจะรู้ โฮวอนกำลังสู้กับตัวเอง

 

แค่ขาวก็แย่แล้ว นี่นิ่มอีก เบียดไปอีก ชุดสีดำนี่แม่งก็น่าขยี้เหลือเกิน สติเขาเหลือรับรู้ถึงขั้นไม่ได้ยินเสียงคิกคักของดงอูกับอูฮยอนแล้ว

 

ครับ ยิ้มครับ พอคำถามถูกโยนมาเขาได้แค่ยิ้มและตอบรับ ซองกยูหัวเราะชอบใจที่เขาถูกแซวว่าเหม่อลอยจนตาปิด น่ารักน่าเอ็นดูไปหมด

 

พอกันที

 

บทสัมภาษณ์จบลง

แต่เขายังเห็นกล้องยังถ่ายอยู่
จอมเซอร์วิสอูฮยอนและน้องเล็กไลน์ทั้งสามป้วนเปี้ยนหน้ากล้องไปมา เขาอาศัยจังหวะนี้ พูดขึ้นกลางปล้อง

 

“พี่คงคิดว่าชุดนี้เข้ากับพี่มากใช่ปะ?”

“โอ๊ะ”

สมาชิกที่เหลือหันมามอง ประมาณว่า เอาแล้ว นึกว่าจะไม่เอาซะแล้ว เอ้อออ เอาหน่อยๆ

 

ก็อือ” คนมั่นพยักหน้าตอบยิ้มๆ

“ใครบอกให้พี่คิดงั้นอ่ะ?”

“โอะ มาย โกว้ดดดดดดดดดด”

เสียงโห่ร้องเสริมทัพดังเป็นซาวด์ให้พร้อมหลีกกล้องให้ถ่ายเห็นศึกของโฮวอนกับซองกยูชัดๆ

 

“ย๊าา! ลีโฮวอน!”

คนแก่หน้าขึ้นสีชี้มือชี้ไม้อย่างเคย ทำเป็นสู้ไม่ได้ ทั้งที่ความจริงอยากปรี่มาคว้าคอเขาให้ตาย

“จะไม่หยุดใช่ไหม!”

“จนกว่าพี่จะใส่ชุดดีๆอ่ะ”

“นี่พี่เขาก็ใส่ดีแล้วนาาา”

“ช่าย หรูกว่าชุดย้วยๆที่หอเย้อออ”

“ช่าย ชุดก็ดีแล้ว ที่ไม่ดีน่าจะคนใส่”

 

ไอ้คนเล่นพวกเล่นพ้อง พอซองกยูพลาดพร้อมมากที่จะกระหน่ำรุมย้ำซ้ำเติมให้ลุกไม่ขึ้น ลีดเดอร์ฉีกยิ้มแบบสุดทน แก้มขึ้นสีกว่าเดิมแล้วทำเป็นเดินหนีออกจากกล้องไปขึ้นรถที่จอดอยู่ใต้ดิน

เปิดโอกาสพวกที่เหลือให้รุมเขาส่งท้ายก่อนปิดกล้อง เลวมาก และโฮวอน เลวที่สุด

 

 

 

ไม่ต้องมาเดินตาม ไม่ต้องมาแตะ

โกรธโว้ย

 

“ก็บอกให้เปลี่ยน”

“มีปัญหาอะไรมากไหมอ่ะ นี่ก็ทำอย่างกะไม่เคยใส่ จะให้ปิดคอยันเข่าทุกวันเลยไง๊?!”

“ใช่”

“ย๊าาาา!”

 

ก็เพราะทุกอย่างที่ซองกยูทำ โฮวอนไม่เห็นด้วย

เขาคว้านคอเสื้อซองกยูลงต่ำแล้วแนบปากลงไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะถูกห้ามได้ทัน “อย่ามาดูดนะ อ้ะ อย่าไง!”

 

“ถ้ามันลงมามากกว่านี้ ผมไม่ยอม” พูดแล้วก็เพิ่มอีกสองรอยข้างกัน

“โฮวอนอาาาา”

 

โฮวอนใช้ตัวที่หนักกว่าดันซองกยูจนหลังติดเบาะแล้วช้อนขาทั้งสองขึ้นมา ข้างนึงวางบนบ่า อีกข้างอยู่บนท้องแขนสีแทน เขายกผิวเนื้อขาวจัดนั่นมาแนบหน้าตัวเอง

แล้วก็จัดการดูดที่มันโผล่มานอกกางเกงแม่ง

 

“ถ้ามันขึ้นมามากกว่านี้ ทั้งซ้ายและขวา ผมไม่ยอม”

“ฮือ…”

“เข้าใจไหม”

“ไม่-”

“ไม่หรอ” กูดูดเพิ่ม

“ฮื้อ! พอแล้ว! เจ็บนะไอบ้า” ซองกยูพยายามใช้มือดันหน้า(ด้านๆ)ของโฮวอนออกให้ห่างจากต้นขาตัวเองอย่างยากลำบาก ความดื้ออย่างร้ายกาจคือสิ่งที่รับมือยากที่สุดของอีกคน

 

“ยอมแล้ว”

“ยอมอะไร” คิ้วเข้มขมวดแน่น

“จะไปเปลี่ยนแล้ว”

“ไม่ให้เปลี่ยน”

 

เอ๊า!!

 

“อะไรอีก!!”

“ใส่ไป อยากใส่นักก็ใส่สิ ห้ามเปลี่ยนแล้ว ผมสั่ง”

“นายมาสั่งฉั-”

“ให้ดูดเพิ่มไหม?”

 

มันขู่!!!
ต้องกลัวใช่ไหมวะ!!

 

“ไม่เอา!!!!”

 

 

 

ก็เพราะว่าโนแมทเทอร์ว่าซองกยูจะทำอะไร

โฮวอน-ไม่-เห็น-ด้วย

 

 

 

 

จบ.

————-

ขอบคุณที่ร่วมเสพ(ของขาว)ด้วยกันค่า ♡
ปล. ชุ้นหมั่นเขี้ยวแทนพี่โฮวอน

 

We’re not friend (Bson)

 

( jaebum x jackson )

 

note : kind of friends-with-benefit

track : Friends – Ed Sheeran

 

 

 

 

We’re not, no we’re not friends,
nor have we ever been

 

 

เขานอนไม่หลับ เขากอดตัวเองจนเกือบแน่นหันหน้าเข้าผนังห้อง มีเรื่องให้คิด เป็นปกติของคืนที่นอนไม่หลับ แล้วมันก็จะคิดไม่ตก มีหลายๆเรื่อง เขาค่อยๆไล่ตามความคิดตัวเองไป มันค่อนข้างฟุ้งกระจาย จนท้ายสุดมันก็มาจบที่เรื่องเดิม

 

 

We just try to keep those secrets in our lives
And if they find out, will it all go wrong?

 

 

มันเป็นเรื่อง.. จะว่าแปลกก็ใช่ แต่จะว่าไม่แปลก ก็ใช่

เขาพยายามนึกไปถึงเพื่อนๆคนอื่นๆ อย่างนิโคลัส หรืออย่างอีริค นึกสงสัยในความแปลกนี้ ว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนอย่างตัวเขาเองหรือเปล่า

 

 

And heaven knows, no one wants it to

 

 

แล้วถ้าคำตอบคือใช่…

พวกเขากำลังรู้สึกเหมือนที่เขารู้สึกหรือเปล่า

 

 

 

 

เขานึกไปถึงเมื่อเดือนก่อน

 

หลังจากมีกิจกรรมรับน้องที่คณะ เกิดเรื่องซุบซิบขึ้นเกี่ยวกับเขา ทั้งรุ่นน้องทั้งเพื่อนต่างคณะ ต่างรุมเข้ามาถามแจ็คสันเรื่องคนๆหนึ่ง

อิม แจบอม

ว่าระหว่างเขาสองคนนั้นเป็นอะไรมากกว่าเพื่อนหรือเปล่า

 

แจ็คสันก็ปฏิเสธไปตามแบบของแจ็คสัน แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนอีกคนไปตอบอีท่าไหน ข่าวพวกนี้ถึงไม่เงียบลงไปสักที อีกอย่างคือเขาเพิ่งสลับมาเป็นรูมเมทแจบอมเพราะรูมเมทเก่าย้ายออกไปแล้ว นั่นยิ่งทำให้ข่าวนี้สนุกไปอีก

 

 

Friends just sleep in another bed
And friends don’t treat me like you do

 

 

เมื่อแจ็คสันตอบคำถามเพื่อนที่บังเอิญมาเห็นเข้าวันหนึ่ง ว่าทำไมถึงไม่นอนแยกเตียงกัน คำตอบคือคืนนั้นเขาเมาเละเกินกว่าจะรู้ว่าเตียงไหนเป็นเตียงของเขา อันที่จริง แจบอมเป็นคนหิ้วเขากลับห้องด้วยซ้ำ ไม่งั้นอาจไปนอนห้องคนอื่นแล้ว ยิ่งทำให้เพื่อนแซวกันไปอีกว่า

 

ก็แล้วทำไมแจบอมต้องให้แจ็คสันนอนเตียงตัวเองด้วย

 

 

Well, I know that there’s a limit to everything
But my friends won’t love me like you

 

 

ใช่ แจ็คสันเป็นคนเข้าถึงง่าย สนิทกับใครไปทั่ว

แต่บางอย่างก็บอกได้ชัดเจน ว่ากับแจบอมนั้นแตกต่างออกไป

 

แจ็คสันไม่ได้หวง  เวลาเพื่อนไปเล่นกับคนอื่น

แจ็คสันไม่ได้งอน  เวลาเพื่อนมารับที่หน้าคณะช้า

แจ็คสันไม่ได้โกรธ  เวลาเพื่อนไปติวที่หออื่นโดยไม่ได้บอก

และอื่นๆ ที่แจ็คสันไม่ได้เป็น

 

แจ็คสันเป็น แค่กับแจบอม

 

 

No, my friends won’t love me like you

 

 

เขารู้ ว่ากับเพื่อนคนอื่น เขาจะไม่เป็นแบบนี้

 

 

 

 

 

 

If we tried to keep those secrets safe
No one will find out if it all went wrong

 

 

หนึ่งเดือนจากนั้น แจ็คสันเลิกตอบทุกคำถาม

 

 

They’ll never know what we’ve been through

 

 

เพราะแจ็คสันรู้แก่ใจตัวเองดี ว่าแจ็คสันกับแจบอมไม่ได้เป็นเพื่อนกัน

 

 

 

 

 

 

“หนาวหรอ”

 

เสียงทุ้มแบบคนไม่ตื่นดีเรียกให้เขาหลุดจากห้วงความคิด มืออุ่นๆที่ทาบลงมาโอบตัวเขาทำให้ได้รู้ ว่าเขากอดตัวเองแน่นเกินไปแล้ว เสื้อที่สวมนอนถูกกำจนยับ แต่แจบอมก็ลูบคลึงมันให้ผ่อนจนคลายออก

 

“เปล่า”

“แล้วเป็นอะไร”

 

แจ็คสันพลิกตัวออกจากผนังห้อง หันกลับมาเผชิญกับแจบอมที่ยังคงโอบตัวเขาไว้ ตาเรียวหลับสนิทแต่ทำเหมือนเห็นทุกอย่างผ่านความมืด เขานึกสงสัยขึ้นมาอีก เมื่อแจบอมดึงตัวเขาให้เข้าไปใกล้กว่าเดิม

 

มันอุ่นไปหมด

ตัวแจบอม มือแจบอม การกระทำ

 

อุ่นเกินไปหรือเปล่า

 

 

So I could take the back road
But your eyes’ll lead me straight back home

 

 

“คิดมาก”

 

แจบอมเอ่ยกล่าวโทษเขาลอยๆ นั่นทำให้เขาขมวดคิ้วอย่างติดนิสัย ก่อนที่อีกคนจะลืมตาขึ้นมามองเขาแล้วถอนหายใจเบาๆ

 

“มึงก็แบบนี้ คิดอะไรก็ออกหน้าหมด”

 

แจ็คสันแค่หลุบตาต่ำ แล้วไม่พูดอะไร ปล่อยให้ความคิดมันไหลผ่านความเงียบไปอย่างนั้น

คิดว่า ถ้าเป็นคนอื่น แจบอมจะทำแบบนี้ไหม

 

ถ้าเป็นคนอื่น แจบอมจะไปดึงคอกลับ ทุกครั้งที่เล่นกับคนอื่นไหม

ถ้าเป็นคนอื่น แจบอมจะมองแบบไม่พอใจ ถ้าไปใกล้คนอื่นไหม

ถ้าเป็นคนอื่น แจบอมจะยอมให้งอแงด้วยไหม

 

แจ็คสันเหลือบมองผ่านหลังกว้างของเพื่อนไปที่เตียงของตัวเอง เตียงขนาดเท่ากันที่วางอยู่ไม่ห่างเท่าไหร่ ถูกปล่อยทิ้งว่างและเป็นที่วางของ มีแต่เสื้อผ้าที่นอนอยู่บนนั้น

หรือถ้าเป็นคนอื่น แจบอมจะให้นอนเตียงเดียวกับแจบอมไหม

 

 

 

“เล่ามาสิ กูตื่นมาแล้วนะ”

 

แจบอมพูดเสียงดุ แล้วเขาก็คิดเถียงในใจว่า ‘ใครใช้ให้มึงตื่นล่ะ’ แต่ไม่ได้พูดออกไปหรอก

 

“ชักช้ามึงอ่ะ”

“ยุ่งจังเลยมึงอ่ะ”

“กูเป็นห่วงได้ไหมล่ะ?”

 

เขาเงียบ แจบอมก็เงียบ

ความจริงที่ว่าแจบอมเกิดก่อนเขา ทำให้บางครั้งแจ็คสันเกรงกลัวอีกคนในฐานะที่เป็นพี่

เพราะอย่างนั้น เมื่อแจบอมดุ หรือทำหน้าขึงขังใส่ ก็ทำให้แจ็คสันหวาดๆอยู่บ้าง

 

“แจ็คสัน…”

“กูอยากรู้”

 

จนท้ายสุดเขาก็โพร่งออกมา ถึงจะไม่มั่นใจเท่าไหร่ แต่ก็หลุดพูดไปแล้ว…

 

“อยากรู้อะไร?”

 

เขาค่อยๆผละออกจากแขนของอีกคน แจบอมดูสับสนแต่ก็ยอมปล่อยเขาโดยดี เขายันตัวเองขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียง ก้มมองมือตัวเองในความมืดสลัวที่มีแค่ไฟจากนอกผ้าม่าน

แจบอมไม่ได้ขึ้นมานั่งตาม เพียงแค่ยันแขนกับเตียงแล้วตะแคงมองหน้าเขา

 

แจ็คสันเป็นพวกหวั่นไหวง่าย

แจบอมจะรู้บ้างไหม

 

 

 

Friends just sleep in another bed

“เพื่อนกัน เขาจะนอนกันคนละเตียง”

 

 

And friends don’t treat me like you do

“เพื่อนคนอื่นเขาก็ไม่ทำแบบที่มึงทำด้วย”

 

 

Well I know that there’s a limit to everything

“กูรู้ว่าทุกอย่างมันมีขอบเขตนะ”

 

 

ก่อนประโยคสุดท้าย แม้แจบอมจะยังมองเขาอยู่แต่เขาก็ต้องกลั้นใจพูดมันออกไป

 

 

But my friends won’t love me like you

“แต่เพื่อนกู เขาไม่ได้รักกูแบบมึง”

 

 

เกิดเป็นความเงียบอันใหญ่ๆแทรกอยู่ชั่วครู่ มีแค่เสียงหายใจหนักๆของเขาเอง

มันทั้งโล่งแต่ก็อึดอัด ทั้งเบาหวิวแต่ก็หนักอึ้ง มันขัดแย้งกันไปหมดจนหายใจลำบาก รู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งเรื่องระหว่างเรามันต้องคลี่คลาย แต่จะเป็นไปในทางไหน ยังไง เขาไม่รู้เลย…

 

เขาแค่ชอบเวลาแจบอมลูบหลังคอเขา เวลาแจบอมอารมณ์ดี

แล้วก็ชอบที่โดนดึงคอ ในเวลาที่แจบอมดูเหมือนหึงหวง

เขาชอบอะไรอีกหลายๆอย่าง ที่เพื่อนกันไม่ควรรู้สึก

 

หรือแม้แต่ตอนที่แจบอมยอมทำตามเขาตอนเขาโกรธ เขาก็ชอบ

 

แจบอมลุกขึ้นนั่งข้างกันแล้วเอื้อมมาดึงมือเขาไปจับเฉยๆ อีกคนเงียบ เหมือนกำลังคิดเรียบเรียงคำพูด นั่นเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่ทำให้แจ็คสันเผลอปล่อยความคิดฟุ้งซ่านอีกครั้ง

 

วันก่อน เพื่อนคนนึงพยายามจะเดินมากอดเขา แจบอมที่ยืนอยู่ข้างกันออกตัวไปรับไว้แทน แล้วเบี่ยงให้คนๆนั้นเซออกไปอีกทางก่อนจะมาถึงตัวเขา แล้วเราก็ทำได้อย่างมากแค่ยิ้มให้ และแตะมือกันแบบผิวๆ

 

ดูเป็นคนขี้หวงดีเนอะ อิมแจบอมเนี่ย

 

 

ใครๆก็บอกว่าแจบอมเป็นคนถือตัว ไม่ชอบโดนตัวเป็นอย่างยิ่งกับผู้ชายด้วยกัน

แต่แจ็คสันไม่ใช่ เขาชอบเข้าใกล้คนอื่น และคนอื่นก็เข้าใกล้แจ็คสันได้ง่าย แล้วเพราะเหตุผลนั้น ทำให้แจบอมกลายเป็นคนที่ถูกแจ็คสันเข้าใกล้มากที่สุด จนหลังๆเขาก็ไม่ทันสังเกต ว่าแจบอมชอบมาโดนตัวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่

ไหล่เขาถูกทำให้เป็นที่วางแขน แล้วคอเขาก็เป็นที่วางมือของแจบอมไปเลย

เหมือนตอนนี้ที่แจบอมกำลังทำ

 

 

But then again,

“แต่กูว่านะ…”

 

 

if we’re not friends

Someone else might love you too

 

แจบอมดึงเขาให้เข้าไปรับจูบ จูบแบบกำกวมเหมือนที่เคยทำ ทิ้งไว้แค่สัมผัสอุ่นๆที่ริมฝีปาก “ถ้ากูไม่ใช่เพื่อนมึง คนอื่นก็อาจจะรักมึงด้วย”

 

And then again, if we’re not friends

 

แจบอมจูบเขาซ้ำ อย่างเบาและอ้อยอิ่ง ก่อนกระซิบชิดกับปากของเขา “แล้วอีกอย่าง ถ้าเราไม่ใช่เพื่อนกัน”

 

There’d be nothing I could do, and that’s why

“กูก็คงทำอะไรไม่ได้เลย แล้วมันก็เป็นเหตุผลว่า…”

 

 

“ทำไมเพื่อนกันถึงต้องนอนคนละเตียง

และทำไมเพื่อนถึงจูบมึงแบบกูไม่ได้

ใช่ ทุกอย่างมีขอบเขต

แต่กับเพื่อนคนอื่น กูก็ไม่ทำ…”

 

 

“กูทำแค่กับมึง”

 

 

แจ็คสันมุดทั้งตัวเข้าหากอดของแจบอม อย่างสู้หน้าไม่ได้ และหมดสภาพ

คำตอบของทุกคำถามเขาชัดเจนไปหมดจนรู้สึกแน่นในอก เต็มจนแทบล้นออกมา

 

ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่คืออะไร เพียงแต่แจ็คสันรู้สึกเกินไปมากจนเก็บเอาไว้ต่อไปไม่ได้ แล้วมันก็ ใช่… มันดีมากๆที่แจบอมก็คิดเหมือนกัน

 

เขากอดแจบอมแน่น ส่งเสียงในลำคอระบายความเขินที่ปิดไม่อยู่

 

 

แจบอมยิ้มหัวเราะกับอาการของอีกคน อย่างยอมแพ้ และหมดสภาพ  

ขากลืนความสัมพันธ์ชื่อว่าเพื่อนลงท้องไปแล้ว และเกินจะทนไหว เขากอดแจ็คสันจนแน่น  วาดแขนล็อคคออีกคนให้แนบกับอกตัวเองมากที่สุด หลุดยิ้มกว้างตอนแจ็คสันกรีดร้องออกมา

 

 

ความสัมพันธ์บ้าๆที่เคยเป็นอยู่ กำลัง และจะต้องเปลี่ยนไป

 

อย่างน้อยเราก็คิดเหมือนกัน

 

 

 

No, my friends won’t love me like you


 

 

“ไอ้บ้าเอ้ย”

“มึงสิ ไอ้บ้า”

 

 

 

We’re not,

no we’re not friends,

 

nor have we ever been.

 

 

 

 

 

 

 

the end

 

 


ขอบคุณแรงบันดาลใจจาก opv ของคุณ letmehearusayfly ด้วยนะคะ

🙂

 

( https://www.youtube.com/watch?v=v5uH_FTd0p8 )