เขา แก้วน้ำ และถังป็อปคอร์น

Fandom    : Wanna One
Pairing      : Ong Seongwu x Kang Daniel
(ongniel / องนีเอล)
Rate           : PG
Words       : 157

 

Untitled-1.png

please read it slowly

 

 

 

 

 

 

 

1

 

 
ซองอูเฝ้ารอหนังภาคนี้มามากกว่า 3 ปี

 

 
เรื่องราวการจากลาและฉากปิดอันสวยงามของหนังไตรภาคยอดเยี่ยม เขาเป็นคนที่บอกได้เลยว่าตั้งตารอมันมากที่สุดคนหนึ่ง

และเมื่อถึงวันหนังเข้าฉายในโรงฯ ไม่จำเป็นต้องบังคับแจฮวานให้มาดูเป็นเพื่อน หรือต้องง้อแดฮวีให้ออกมาด้วย ความมุ่งมั่นและเฝ้ารอที่มีนั้นสูงกว่าอะไรทั้งหมด มากกว่าการซื้อตั๋วดูคนเดียว มากกว่าการหารชุดเครื่องดื่มและป๊อปคอร์น

มากกว่าอะไรก็ตามแต่

 

 
ตั๋วที่นั่งในแถวที่ดีที่สุด ติดทางเดินตรงกลาง ที่โปรดของเขา

กับแก้วน้ำดื่มลายเฉพาะของภาพยนตร์ที่สั่งพนักงานไปว่าเอาโค้กผสมน้ำแดงแล้วถูกมองกลับด้วยแววตาฉงน ถังป๊อปคอร์นลายเดียวกันถูกบรรลุจนพูนที่แน่ใจได้ว่าตอนเดินออกจากโรงมันจะไม่พร่องลง

โอเคแล้ว แค่เขา แก้วน้ำ และถังป็อปคอร์น

 

 

 

 

 

 
2

 

 
ทันทีที่ได้เวลาหนังฉาย เขาอยู่ตรงนั้น ที่นั่งของเขา ด้วยใจที่เหมือนจะพองโตนิดหน่อย

 

แต่เหตุผลนั้น ไม่ใช่เพราะเขากำลังจะได้ดื่มด่ำกับภาพยนตร์ที่ตั้งตารอ หากเป็นเพราะใครบางคนที่นั่งอยู่ติดกันกับที่นั่งของเขาทางด้านขวา คนที่เอามือขึ้นวางบนแท่นวางแขนทำให้เขาวางแก้วน้ำลงไปไม่ได้ – ซองอูชะงักเมื่อจะกล่าวขอโทษ

 

ณ ขณะนั้น เขานึกโทษแสงไฟในโรงภาพยนตร์ที่มันสว่างเกินไป มากจนสามารถเห็นใบหน้าของอีกคนได้อย่างชัดเจน

 

พวกเขาไม่มีรอยยิ้มให้แก่กัน เพียงสบตานิ่งจนไม่เหมือนวิสัยของคนแปลกหน้าทั่วไป

 

 

 

ซองอูไม่รู้ตัวว่าเผลอมองฝ่ายตรงข้ามไปนานเท่าไหร่

พอหันกลับที่หน้าจอแสดงภาพอีกครั้งมันก็เปลี่ยนฉากไปเสียแล้ว

 

 

 

 

 

 
3

 

 
ภาพตรงหน้าไม่สัมพันธ์กับภาพที่อยู่ในหัว เขาครุ่นคิดไม่หยุดเกี่ยวกับคนด้านข้าง

 

ไม่ว่าจะสีผมที่ถูกกัดให้อ่อนลงนั่น

ต่างหูรูปกางเขนที่สะท้อนกับแสงหน้าจอ

หรือจุดเล็ก ๆ ใต้ดวงตาขวา – ตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งจะรู้ว่าตนเองมองอีกฝ่ายนานขนาดไหน

 

และนานพอให้เขาสังเกตเห็นไปถึงคนผมดำที่นั่งถัดไปอีกที่นั่ง ที่ติดกันข้าง ๆ กับคน ๆ นั้น ที่รู้ว่าพวกเขามาด้วยกัน เพราะทั้งสองกำลังแชร์ป๊อปคอร์นถังเดียวกันจนกระทั่งซองอูปัดแก้วน้ำไปโดนมือชายผมสีอ่อนเมื่อครู่นี้

 

 

 

เหมือนว่ากำลังอยู่อีกมิติหนึ่ง เขาอยู่ตรงนั้น แต่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น เขาไม่อาจรับรู้อะไรที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ได้ ใจของเขาเองกำลังพาให้เขาล่องลอยเข้าไปในห้วงความคิดและความทรงจำแสนเก่า

 

เวลาหลายปี และเหตุการณ์นับพัน

ความรู้สึกต่าง ๆ มากมาย

เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 5 นาที ในหัวของเขา อย่างที่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้พร้อมกันทั้งหมด

 

 

 

แล้วเขาก็ถูกดึงให้กลับมาอยู่กับช่วงเวลาที่เป็นอยู่

ด้วยสัมผัสแผ่วเบาที่แตะผ่านหลังมือขวา

 

 

 

 

 

 

4

 

 

เขาเดินออกมา ก่อนที่หน้าจอขนาดใหญ่จะทันได้ฉายหนังจนถึงนาทีที่ 20

 

 
เขาหันหลังให้กับสิ่งที่คาดหวัง

กับสิ่งที่เคยคาดหวัง

กับสิ่งที่เฝ้ารอ

กับสิ่งที่เคยเฝ้ารอ

 

 

บันไดทางออก ทางเดียวกับที่เดินเข้ามา เขากลับรู้สึกว่ามันยาวไกลขึ้นกว่าเดิม และฝีเท้าของเขานั้นหนักอึ้ง

ไม่, ไม่มีทางที่อยู่ ๆ แรงโน้มถ่วงของโลกใบนี้จะเปลี่ยนไป และมันไม่ได้มีอะไรฉุดดึงหรือรั้งเขาไว้

แต่ถึงอย่างนั้น

กว่าเขาจะก้าวเดินจนพ้นออกมาจากสถานที่นั้นได้

 

 
ราวกับเขาเพิ่งได้ก้าวข้ามผ่านแรงโน้มถ่วงใหม่ที่โลกไม่เคยได้พบ

และมันไม่มีอยู่จริง

 

 
เขาเบาหวิว

ทั้งที่ชั่วพริบตาก่อนหน้านี้เขาเหมือนกับถูกถ่วงให้จมลงสู่ก้นแม่น้ำ

 

แต่ตอนนี้เขาปลอดโปร่ง

ซึ่ง, ออกจะมากเกินไปด้วยซ้ำ

อย่างกับว่าอะไรบางอย่างมันหายไป

และเขาเองตอบไม่ได้

 

ไม่มีตรงกลาง ไม่มีความรู้สึกที่บอกว่าเขากำลังยืนอยู่บนความสมดุลย์กันระหว่างสองความรู้สึกที่เพิ่งเกิดขึ้น

 

เขาหนักอึ้ง จากนั้นว่างเปล่า

 

คล้ายว่าเขาหลุดออกจากวงโคจร พ้นจากแรงโน้มถ่วง และไม่มีอะไรตรึงเขาไว้อีก

 

เขาคิด,

ทั้งที่พวกเขาอยู่บนดาวเคราะห์ดวงเดียวกัน น่าแปลก คน ๆ หนึ่งที่มีมวลไม่กี่พันกรัมจะสามารถสร้างแรงดึงดูด และแรงผลักได้มากถึงขนาดนี้เชียวเหรอ

 

 

 

 

 

 

4.5

 

 

 

แก้วน้ำและถังป๊อปคอร์นถูกทิ้งลงในถังขยะหน้าโรงหนัง และใช่ มันยังคงเต็มไปด้วยข้าวโพดคั่วที่พูนจนล้น พนักงานคนเดิม – คนเดียวกับที่รับออเดอร์โค้กผสมน้ำแดงของเขา ยังคงมีแววตาแห่งความฉงนไม่หายมอบให้เขาจนสุดสายตา

 

 

 

 

 

 

5

 

 

เพื่อนทุกคนแปลกใจที่รับรู้ว่าเขาไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนั้นแล้ว

แม้กระทั่งแจฮวานก็ยังถามทวนซ้ำว่าเขาเดินออกก่อนหนังจบจริง ๆ เหรอ

 

 

มันไม่ได้เลวร้าย

 

เปล่า มันยังไม่ทันจบซีนแรกด้วยซ้ำ

 

เออ แค่กูไม่ได้อยากดูแล้ว

 

อย่าเซ้าซี้

 

 

 

ซองอูไม่ได้เข้าโรงหนังอีกเลยในเวลา 3 สัปดาห์ให้หลัง ไม่ว่าใครชวนก็ตาม

และเขารู้อย่างแน่ชัดว่าถ้าหนังเรื่องนั้นออกจากโรงฯ แล้ว เขาก็คงจะไม่ดูมันอีก ไม่ว่าจะภาคนี้หรือภาคไหน ๆ

 

 

เขาไม่อ้างว่าเพราะหนังมันห่วย หรือเพราะนักแสดงคนใหม่ที่มารับบทต่อจากคนเก่า เขาไม่ได้โทษอะไรทั้งนั้นเพื่อให้หลาย ๆ คนเลิกถามคำถามว่าทำไมวันนั้นเขาถึงเดินออกมา

ซองอูหลีกเลี่ยงทุกครั้ง ในตอนที่ถูกชวนให้ไปให้ดูด้วยกันจากเพื่อนฝูงทั้งหลาย หรือตอนที่แดฮวีซื้อ DVD มาเปิดที่บ้านคะยั้นคะยอให้ดูเป็นเพื่อน หรือแม้แต่ตอนที่เคเบิลทีวีนำกลับมาฉายใหม่อีกครั้ง เขาก็ไม่เคยได้ดูมันอีกเลยอย่างที่ตนได้คาดคิดเอาไว้

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นหนังที่เขารักและติดตาม แต่ถึงยังไง เขาก็ไม่อาจจะดูภาคจบของมัน

 

 

เพราะเขายังจำเสี้ยวหน้านั้นได้

ยังจำสัมผัสบนหลังมือที่กระตุกขั้วหัวใจนั้นได้

 

 

และเพราะทุกครั้งที่ดนตรีต้นเรื่องดังขึ้น

ทุกครั้งที่เขาได้ยิน หรือได้เห็นหนังเรื่องนี้

 

 

เขาก็กลับไปอยู่ที่เดิมตรงนั้น

 

 

 

ที่นั่งติดทางเดิน

 

 

 

กับแก้วน้ำ ถังป๊อปคอร์น และชายผมสีอ่อนทันที

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

the end,

#Dannyw_fic

 

 

 

 


A/N:

DWPyUbjVAAAIQQa
หนึ่งในฟิคที่จมอยู่ในคลัง เห็นภาพมินฮยอนกับแดเนียลไปดูหนังแล้วนึกถึงก็เลยขุดมาอัพค่ะ

 

leave a comment here or #Dannyw_fic
thanks xx 🌻

 

 

 

Advertisements

บันทึกเจ้าแดน (ong x niel)

Fandom    : Wanna One
Pairing      : Ong Seongwu x Kang Daniel
                     (ongniel / องนีเอล)
Genre        : Age Difference
Rate           : G (is that so?)

 

A/N : กาวต่อเนื่องมาจากแท็ก #บันทึกเจ้าแดน

 

_____

 

 

 

 

เป็นปกติสำหรับในยุคโซเชียลมีเดียที่ใคร ๆ ต่างก็อัพเดทและลงเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองในโลกออนไลน์ ยิ่งถ้าหากมีชื่อเสียงเข้าหน่อย เช่น ถ้าคุณเป็นดารา เป็นนักแสดงหรือนักร้อง คนติดตามเรื่องราวชีวิตของคุณก็จะยิ่งมีมาก

 

คนสมัยนี้มีเรื่องให้อัพเดทกันกี่เรื่อง

 

ชีวิตประจำวัน ร้านอาหาร สถานที่เที่ยว ไปเรียน ไปทำงาน นอนอยู่บ้าน อยู่กับหมา อยู่กับแมว อยู่ต่างประเทศ ฯลฯ

 

อง ซองอูเป็นแค่มนุษย์เกิดแถบเอเชียคนหนึ่งที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไร เขาแค่เป็นที่รู้จักในหมู่เด็กวัยรุ่นไปถึงวัยเกือบจะทำงาน ไม่ได้หวือหวา ไม่ถึงกับต้องเดินแจกลายเซ็นต์ มีบ้างที่เวลาออกไปไหนมาไหนแล้วก็จะมีเด็ก ๆ ทั้งหญิงและชายคอยเข้ามาหา แต่ส่วนใหญ่แล้วเขามักมองเป็นพี่เป็นน้องกันเสียมากกว่า

 

คนนี้ฝึกงานอยู่ตึกตรงข้าม คนนั้นชอบทักมาถามเรื่องเรียน คนนู้นเคยซื้อของมาฝากเพราะชอบอะไรเหมือนกัน (และเมื่อมีโอกาส ซองอูมักจะซื้อของให้กลับเช่นกัน)

 

เรื่องราวในชีวิตก็ไม่ได้ผิดแผกไปจากคนปกติทั่วไป เขามี instagram ไว้ลงรูปงานถ่ายแบบและงานออกแบบต่าง ๆ ของตัวเอง แอพลิเคชั่นโซเชียลอื่น ๆ เขาก็มีเช่นกัน แต่ที่เขาให้เวลาและความสนใจมากที่สุดนั้นคือแอพฯ ที่มีไอค่อนเป็นนกสีฟ้า

 

แอคเคาท์ทวิตเตอร์ se_ong_ มีคนติดตาม 19.7 k เขาใช้มันบ่นนู่นพูดนี่ไปเรื่อย เมนชั่นไปกวนชาวบ้านเขา และคอยตอบเมนชั่นที่กวนกลับมา โพสรูปตลก ๆ ที่ไปเจอ หรือแม้แต่รูปของเขาเอง (ที่ไม่ได้เอาลง instagram) รู้สึกสนุกที่ได้อ่านเรื่องราวต่าง ๆ ติดตามนักเขียน หรือนักร้องที่ชอบ และที่เขาชอบที่สุดคือการเข้าไปอ่านตามแฮชแท็กที่มีมาใหม่ได้เรื่อย ๆ ทุกวัน

 

 

 

 

เขาไม่แน่ใจนักว่าเริ่มแรกเขาสมัครทวิตเตอร์ด้วยเหตุผลอะไร

เด็กฝึกงานรุ่นน้อง – ยู ซอนโฮ เคยบอกไว้ว่า

 

‘ผมว่าเล่นทวิตฯ สนุกสุดถ้าเราเป็นติ่งอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะหนัง การ์ตูน หรือผู้ชาย’

 

ซองอูเห็นด้วยกับความเห็นนั้น ซอนโฮคือตัวพิสูจน์ เด็กนั่นสามารถนั่งไถโทรศัพท์ได้ทั้งวันถ้าเป็นเรื่องของผู้ชายที่ชื่อ ฮวัง มินฮยอน — ว่างจากงานก็เปิดแอพฯ แล้วก็เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวก็ขำ เดี๋ยวก็คำรามออกมา, ก็ ดูแล้วสนุกจริง ๆ อย่างที่ว่าน่ะแหละ

 

แต่ซองอูเกิดมายังไม่มีดาราหรือศิลปินคนไหนที่ชื่นชอบเป็นพิเศษจนจะเรียกตนว่า ติ่ง ได้เลย อย่างมากเขาแค่ตามเสพผลงาน แต่ไม่ได้ติดตามตัวตนหรือเรื่องราวของเจ้าตัวมากนัก อย่างที่ซอนโฮทำน่ะ… ไม่มี

 

เป็นผู้ชายวัยยี่สิบ.. ติ้ด—  กว่าๆ ที่ใช้เวลาหมดไปกับการทำกิจวัตรประจำวัน ไม่ว่าจะงาน เพื่อน หรือการทำตัวตลกไปวันๆ

 

 

 

 

จนกระทั่งวันหนึ่งไปเปิดเจอรายการทีวี ตอนกลับไปที่บ้านหาแม่ในวันหยุด มันเป็นช่วงเวลาที่เรียกว่าเวลาครอบครัว หลังจากทานอาหารเย็นกันเสร็จ คุณแม่ก็กดรีโมททีวีเปิดดูรายการที่ชอบ เขานั่งลงข้างกันดูเป็นเพื่อนแม่

 

“นี่ ดูสิ ไอ้หนุ่มนี่ที่เป็นนักร้องดัง ๆ น่ะ ที่เคยมีข่าวเรื่องต่อย ๆ ตี ๆ กับชาวบ้านเขา”

 

ซองอูพยักหน้า พยายามจับตามองผู้ชายที่แม่ว่าพลางชี้นิ้วตามเพื่อให้เขาสังเกตทัน

 

“เนี่ยนะ พอแต่งงานมีลูกปุ๊บนะ กลายเป็นคนดีขึ้นมาเชียวล่ะ”

 

แม่พูดให้เขาฟังไปเรื่อย รายการก็ดำเนินต่อไป ภาพจับไปที่ตัวบ้านหลังขนาดกลาง ตกแต่งอย่างดี มีสวนให้วิ่งเล่น เขาเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งวิ่งเลาะตามเฉลียงไม้อย่างสนุกสนาน แม่ยังคงพูด และเขาก็เผลอฉุกคิดได้ว่าทำไมแม่ถึงสนใจจะเล่าเรื่องนักร้องคนนี้ให้เขาฟัง

 

“พอเป็นผู้เป็นคนกับเขาแล้ว กลับตัวกลับใจ ดูสิ… หล่อทันตาเห็นเลย”

 

น้ำเสียงติดเพ้อของแม่ประกอบกับการเอามือยกขึ้นประสานที่อกทำเอาเขาหันไปยิ้มแห้งให้แม่ตัวเองหนึ่งที – คุณนายติดนักร้องเข้าให้แล้วสิ

 

“ทำไมยิ้มแบบนั้น เธอว่าเขาไม่หล่อเหรอ?” แล้วแม่ก็ตวัดตามองเขา

 

“ถ้าเธอว่าหล่อ เราจะพูดอะไรได้ล่ะ”

 

เขาพูดแหย่แม่ ทำจมูกย่นแล้วบิดไหล่ไปมาให้ดูน่ารัก แต่กลับน่าหยิกในสายตาของหญิงที่เป็นแม่ เธอตีไหล่ลูกชายแล้วสั่งให้หยิบหมอนอิงให้เธอ จากนั้นก็ไม่ได้สนใจลูกตัวเองอีก

 

ซองอูหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น เขาไล่ตอบข้อความจากเพื่อนและรุ่นน้องที่ค้างเอาไว้ แล้วสักพักแม่ก็พูดบางอย่างกับเขา

 

“เอ้อ เขาจะได้ทำอัลบั้มเพลงร่วมกับเพื่อนเราด้วยนะ ซองอู ที่ชื่อเซอุนน่ะ”

 

“หรอ?”

 

“ถ้าเจอ แม่ฝากถ่ายรูปคู่มาหน่อยสิ”

 

เขาละสายตามองไปที่แม่พร้อมเลิกคิ้ว “คู่ผมหรอ?”

 

“อื้อ”

 

“อ้าว ทำไมแม่ไม่ถ่ายคู่แม่ล่ะ?”

 

“ก็เผื่อแม่ไม่ได้เจอไง แล้วถ้าเราถ่ายคู่เขานะ มันก็จะเป็นรูปผู้ชายที่หล่อที่สุดในชีวิตแม่สองคนเลยไง”

 

“แหม คุณนาย ปากหวานนะเนี่ย”

 

“แล้วได้ไม่ได้!”

 

“ได้ครับ!”

 

ซองอูรีบยกมือขึ้นตะเบ๊ะข้างขมับเป็นอันตกลง แล้วแม่ก็หันไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับหน้าจอโทรทัศน์ต่อ เขาลอบยิ้มขำคนเดียวลับหลังแม่ แต่ได้ไม่นาน ผู้ชายจากในจอโทรทัศน์ก็ดึงความสนใจของเขาไป

 

เสียงหัวเราะสดใส กับรอยยิ้มที่เหมือนแย่งหน้าที่ดวงอาทิตย์มา เขาถูกสะกดให้หยุดมองค้างอยู่อย่างนั้น

 

แล้วกว่าจะรู้ตัว ก็ตอนที่รายการตัดภาพไปที่อื่น ซองอูกะพริบตา มึนงงและสงสัย

 

ว่าคนเราจะรู้สึกเหมือนโดนแย่งหัวใจไป แค่เพราะเห็นหน้ากันไม่ถึงนาทีเนี่ยนะ..

 

เขาเปิดโหมดกล้องถ่ายรูป แล้วถือรอให้กล้องรายการถ่ายไปที่ใบหน้านั้นอีกครั้ง และไม่นานเกินรอ เจ้าตัวก็ปรากฏมาให้เห็น กำลังนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวสีครีม เขากดถ่ายภาพ แล้วรูปที่ได้ก็เป็นโทนสีครีม เพราะเสื้อผ้า โซฟา ผนังห้อง และสีผมคนที่เป็นเจ้าของรอยยิ้มดวงอาทิตย์ – ดูนุ่มไปหมด

 

รูปถูกส่งไปที่แชทของ จอง เซอุน อีกฝ่ายเปิดดูอย่างรวดเร็วแล้วตอบกลับมาเป็นเครื่องหมายคำถามในตอนที่ซองอูกำลังพิมพ์ไปว่า ‘รู้จักไหม?’

 

ไม่ถึง 1 นาที เซอุนก็ตอบกลับมา

 

 

Sewoon : ‘ดงโฮไง ที่นี่เคยบอกว่าจะทำเพลงใหม่ให้นักร้องชายอ่ะ ก็คนนี้แหละ’

Sewoon : ‘มึงถามทำไมวะ?’

 

ซองอูย่นจมูกแล้วเกาคิ้ว เขารีบกดพิมพ์ตอบ

 

Se ong : ‘แม่กูชอบ’

Se ong : ‘แต่ที่กูถามน่ะ’

 

 

Se ong : ‘กูหมายถึงเด็กที่นั่งอยู่ข้างดงโฮ’

 

 

 

 

Sewoon : ‘อ๋อ น้องแดน ก็ลูกชายเขาไง’

 

 

 

 

.

.

.

 

 

 

จากนั้นไม่นาน ซองอูก็สถาปนาตนเอง

เขาเรียกตัวเองว่าติ่งได้เต็มปากเหมือนอย่างที่เด็กฝึกงาน ยู ซอนโฮเป็น

 

 

 

“มึง น้องน่ารักมาก วันก่อนก็ไปออกรายการกับพ่ออีกแล้ว”

 

–แช๊ะ!–

 

“อือ”

 

“ตอนเขาสัมภาษณ์กันอยู่นะ น้องก็ไม่งอแงเลย นั่งเล็มอมยิ้มเงียบเชียว”

 

–แช๊ะ!–

 

“หรอ”

 

“กูว่าดงโฮตามใจลูกไปหน่อย แต่แก้มน้องก็กลมน่ารักดี”

 

–แช๊ะ!–

 

“อ่าฮะ”

 

ปาร์ค จีฮุน ตอบรับเพื่อนสั้นห้วนทุกครั้งหลังกดชัตเตอร์ แสงแฟลชเหมือนเป็นตัวนำ คล้ายตอนที่เขียนการบ้านสมัยเด็กแล้วต้องขีดเส้นใต้สองเส้น ใต้คำว่า ‘ตอบ’

 

“มึงขยับขวาหน่อย ..อือ แล้วลองพลิกแขนดิ้”

 

ซองอูทำตามเพื่อนว่า แล้วพูดต่อ “กูดูจากหุ่นพ่อแล้ว ลูกโตมาก็คงจะเจริญรอยตามกัน”

 

–แช๊ะ!–

 

“อืม”

 

 

 

 

 

คิวถ่ายของซองอูสิ้นสุดลง เขาเดินเข้ามาดูรูปที่หน้าจอพร้อมเพื่อนตากล้องของตัวเอง จีฮุนถอดสายคล้องกล้องออกจากคอแล้ววางกล้องลงบนโต๊ะ ท้าวแขนลงสองข้างเพื่อเลื่อนดูรูป

 

“หมั่นเขี้ยวอ่ะ นี่ยังเหลืออีกรายการที่กูยังไม่ได้ย้อนดู ตอนนี้กลายเป็นแม่ต้องนั่งดูกับกูแทนละ แม่ดูดงโฮ ส่วนกูดูน้องแดน เด็กบ้าอะไรก็ไม่รู้”

 

“รูปนี้เกือบดีละ แต่กูชอบแขนซ้ายมึงรูปเมื่อกี้มากกว่า”

 

“มึงก็ไปตัดต่อเอาดิ เนี่ย ล่าสุดกูตามไอจีแม่น้อง เขาลงคลิปน่ารัก ๆ เต็มไปหมดเลย”

 

 

 

“มึงชอบเด็กตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?”

 

สุดจะทน – จีฮุนปล่อยเม้าท์ กระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้ กอดอกแล้วมองหน้าเพื่อนที่พูดเรื่องเด็กชื่อน้องแดนไม่หยุดตั้งแต่เริ่มงาน

 

 

มา คุยให้มันจบ ๆ ไปสักทีเรื่องไอ้น้องแดนเนี่ย

 

 

“ก็ตั้งแต่เจอน้องแดน”

 

ที่ ๆ เหมาะจะวางมือลงไปมากที่สุดตอนนี้คือบนขมับ จีฮุนคลึงเบา ๆ แล้วถามเพื่อน, “มึงเคยเจอจริงๆ?”

 

“ยังอ่ะ แต่เห็นผ่านจอยังโคตรน่ารักเลย”

 

อืม

 

 

“มึงไม่ชอบหรอ?”

 

“อะไร?”

 

“น้องแดน ก็กูเล่าอะไรแล้วมึงดูไม่จอยเท่าไหร่”

 

“กูไม่จอยกับมึงเนี่ย ขอโทษนะ มึงหายใจเข้าออกแทบจะเป็นน้องแดนอยู่แล้ว แล้วแม่ง กูก็ไม่รู้จักไหม? ทั้งน้องมัน ทั้งพ่อมันเนี่ย แต่กูก็เห็นใจเลยไม่ด่า เป็นติ่งก็เงี้ยแหละ แล้วมีอะไรอีกไหม? จะดูรูป มึงมีเรื่องไหนจะนำเสนออีก?”

 

สุดอัดอั้น – ซองอูยกมือขึ้นพนมสูงจรดหน้าผากแล้วเดินไปช่วยทีมงานเซตฉากของคิวต่อไป

 

 

 

 

 

 

พอจบงาน ซองอูก็ลงมานั่งพักที่ร้านกาแฟ เจอซอนโฮกำลังดูดช็อคโกแลตปั่นอยู่ตรงที่นั่งบาร์ พอน้องสังเกตเห็นเขาก็กวักมือเรียกหยอย ๆ ให้เข้าไปนั่งด้วย

 

หลังได้เครื่องดื่มและนั่งคุยกันได้สักพัก ซอนโฮก็ถามขึ้นมา

 

“พี่ซองอูชอบน้องแดนหรอ?”

 

เด็กฝึกงานลูกเจี๊ยบช้อนตามองเขาพลางโน้มตัวลงดูดน้ำของตัวเอง แก้มยุบเข้าออกเป็นจังหวะ ดูใส่ใจจะกินมากกว่า แต่เพราะสายตาที่จ้องไม่ละไปไหนเลยนั่นจึงทำให้รู้สึกว่าซอนโฮก็ใส่ใจจะฟังคำตอบด้วย

 

“อือ?”

 

“เห็นวันก่อนพี่โพสคลิปรายการที่ดงโฮไปออก แล้วก็ที่แชร์วิดีโอน้องแดนเต็มทวิตเลยเมื่อเช้า”

 

“มึงรู้จักน้องแดนใช่ป่ะ?”

 

“อื้อๆ น่าร้ากกก พี่มินฮยอนก็ตามไอจีน้องงง”

 

เดชะบุญ

 

ถึงจะไม่ได้ติ่งโดยตรง แต่ก็ยังดีที่ซอนโฮรู้จักผ่านมินฮยอน ซองอูเปิดประเด็นเล่าให้ฟังถึงวันแรกที่เปิดไปเจอในรายการโทรทัศน์ รวมไปถึงเรื่องที่เพิ่งโดนจีฮุนดุไปเมื่อกี้นี้ น้ำตาจะไหล ซอนโฮเข้าใจเขาแทบทุกอย่าง จนเอื้อมมือมาตบบ่าเขาเบา ๆ สองที ซองอูถึงได้ชะงักแล้วมองมือที่วางค้างบนไหล่ตัวเอง ซอนโฮสะดุ้ง รีบชักมือกลับแล้วหัวเราะแฮะ ๆ

 

“แล้วมึงดูคลิปยัง? ที่น้องอ้อนแม่อยากกินเยลลี่ คือกูแบบ”

 

“ยังอ่ะ ๆ ไหน ๆ เปิดให้ดูหน่อย”

 

“ได้”

 

แล้วซองอูก็เปิดโทรศัพท์ขึ้นมา มันยังค้างอยู่ที่หน้าแอพฯ ทวิตเตอร์ เขาจึงได้เห็นเมนชั่นต่าง ๆ ที่ส่งมาให้เขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน หลังจากที่เขาทวิตเกี่ยวกับคลิปของน้องแดนไป

 

 

 

_
แงงง้ พี่ก็ติ่งน้องแดนหรอ น่ารักเนอะะะ

_
มีฟามโชตะ แง พี่ซองอูต้องไปโดนแท็กนี้ #บันทึกน้องแดน

_
หนูชอบพี่ดงโฮค่ะ ตอนนี้ก็ตามมาชอบลูกพี่ดงโฮด้วย ฮือ นี่มันบ่วงกรรม

_
แท็กนี้ที่พี่คู่ควร #บันทึกน้องแดน

_
*แนบรูป* น่ารักจริงพี่ ผมนี่เข้า #บันทึกน้องแดน ทุกวัน

 

 

 

 

“อะไรคือบันทึกน้องแดนวะ?”

 

ซองอูเอ่ยถามหลังจากเลื่อนอ่านข้อความทั้งหมด ซอนโฮชะเง้อคอมองหน้าจอแล้วก็ร้องอ๋อ แต่ยังไม่ทันพูดตอบจนจบประโยค ซองอูก็กดเข้าไปดูในแฮชแท็กนั้นแล้ว

 

“เป็นแท็กที่ดงโฮไว้อัพเดทเรื่องน้องแดนอ่ะพี่ สลับกันลงกับแม่เขา น่ารั— เฮ้ย! พี่!!”

 

ซอนโฮสะดุ้งสุดตัว ตอนที่จู่ ๆ รุ่นพี่ก็กำหมัดแล้วทุบลงบนโต๊ะบาร์อย่างแรงจนแก้วน้ำสั่น

 

“….”

 

ซองอูไม่พูดอะไร แต่ก็ดูเหมือนอยากจะพูดอะไรมากมายเหลือเกิน ปากเม้มเข้าสลับกับปิดตาแน่นปี๋ แล้วทุบโต๊ะสองที

 

เม้มปาก – ปิดตา – ทุบโต๊ะ วนอยู่อย่างนี้สามรอบ

 

ส่วนมืออีกข้างก็คอยเลื่อนทวิตเตอร์ที่มีแต่รูปเด็กน้อยผมสีอ่อนตากลมในอิริยาบถต่าง ๆ แม้ว่าบางรูปจะเคยเห็นในไอจีแล้วก็ตาม แต่ส่วนมากนั้นเป็นรูปที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งตอนกินข้าว ดูการ์ตูน อ่านหนังสือ หรือนอนกอดตุ๊กตา ไหนจะคำบรรยายประกอบรูปที่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านคนเป็นแม่และพ่ออีก

 

ไม่อยากอยู่แล้ว

 

 

 

 

“พี่พูดได้นะ ผมเข้าใจ”

 

แล้วฝ่ามือของ ยู ซอนโฮ ก็วางลงที่บ่าของซองอูอีกรอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นปกติสำหรับในยุคโซเชียลมีเดียที่ใคร ๆ ต่างก็อัพเดทและลงเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองในโลกออนไลน์ ยิ่งถ้าหากมีชื่อเสียงเข้าหน่อย เช่น ถ้าคุณเป็นดาราศิลปิน คนติดตามเรื่องราวชีวิตของคุณก็จะยิ่งมีมาก

 

คนสมัยนี้มีเรื่องให้อัพเดทกันกี่เรื่อง, ชีวิตประจำวัน ไปเที่ยว ไปเรียน ไปทำงาน นอนอยู่บ้าน อยู่กับหมา อยู่กับแมว อยู่ต่างประเทศ ฯลฯ

 

ซองอูเป็นแค่มนุษย์เกิดแถบเอเชียคนหนึ่งที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไร เรื่องราวในชีวิตก็ไม่ได้ผิดแผกไปจากคนปกติทั่วไป แอคเคาท์ทวิตเตอร์ se_ong_ มีคนติดตาม 23.1 k — เขาไม่แน่ใจนักว่าเริ่มแรกเขาสมัครทวิตเตอร์ด้วยเหตุผลอะไร

 

 

แต่ตอนนี้เขาใช้มันไปกับการรีทวิต ตามรูป ตามแท็ก และทุกอย่างที่เกี่ยวกับเด็กน้อยวัย 5 ขวบที่ชื่อแดเนียล หรือที่ใคร ๆ ก็เรียกกันว่าน้องแดน

 

ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เปลี่ยนชีวิตนักร้องดังอย่าง คัง ดงโฮ ให้กลายเป็นอีกคน ดงโฮมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นมามากในวงการบันเทิงหลังจากมีน้องแดนได้สักพัก และเพราะลูกชายตัวเล็กที่แสนน่าเอ็นดู ไม่ใช่แค่คุณพ่อที่มีแฟนคลับมากขึ้น เจ้าคังตัวเล็กก็เช่นกัน

 

หนึ่งในนั้นคือซองอู ผู้ชายวัยยี่สิบ.. กว่า ๆ ที่ใช้เวลาหมดไปกับการหวีดน้องแดนไปวัน ๆ 

 

 

 

 

จนวันหนึ่ง เขาก็ได้เจอกับน้องตัวเป็นๆ

 

วันนั้นคือวันที่ดงโฮมาที่บริษัทเพื่ออัดเพลงใหม่ซึ่งแต่งโดยเพื่อนของเขา เซอุนแชทมาบอกว่าตัวเองอยู่ห้องอัด ชั้น 22 พร้อมส่งรูปถ่ายมาให้ดูว่าดงโฮกำลังอุ้มน้องแดนที่เกาะคอคุณพ่อแน่นเพราะถูกล้อมไปด้วยพี่ ๆ ที่เป็นแฟนคลับน้อง

 

เท่านั้นแหละ ไม่ต้องพูดให้มากความ เขาวิ่งไปกดลิฟท์แล้วโผล่ไปที่ห้องอัดภายใน 3 นาที

 

นาทีนั้นเขานึกถึงหน้าซอนโฮ ไม่รู้ทำไม แต่ตอนซอนโฮเล่าว่าไปคอนเสิร์ตพี่มินฮยอนครั้งแรกแล้วได้เป็นลัคกี้แฟนขึ้นไปบนเวที ทั้ง ๆ ที่ได้ใกล้ชิดพี่มินฮยอนแท้ ๆ แต่ความรู้สึกตอนนั้นคือเหมือนอยากจะตาย

 

โคตรเข้าใจมันเลย

 

“น้องแดนนน นี่ ๆ พี่มีคุณหมีโบ้ด้วยนะ เอาไหมครับ?”

 

พี่โบอาแผนกบุคคล (มาโผล่นี่ได้ไงวะ) ก้มลงหยิบซองขนมเยลลี่จากกระเป๋าตัวเองแล้วยื่นให้น้องที่ยังไม่ยอมปล่อยมือจากคุณพ่อ แต่เมื่อพอได้เห็นขนมที่ชอบก็ตาวาวขึ้นมาเลย

 

หมีโบะ

เจ้าของเสียงเล็ก ๆ ที่ยังพูดไม่ชัดเรียกขนมหมีโบ้แล้วยื่นมือจิ้มไปที่ซองห่อขนม

 

“ครับ หมีโบ้ที่น้องแดนชอบไงครับ”

 

“ชอบ ๆ หมีโบะคับ”

 

แก้มกลมสองข้างขยับตามเวลาน้องพูด น่ารักเหมือนในคลิปไม่มีผิด จะติดก็ตรงที่ต้องคูณสิบเข้าไปอีกเพราะเสียงน้องที่ไม่ได้ผ่านลำโพงโทรศัพท์

 

โคตรจะน่ารักเลย

 

 

“น้องแดนอยากได้หรอ?”

 

แล้วตัดด้วยเสียงทุ้มนุ่มของคังคนพ่อ ดงโฮก้มลงพูดกับลูกที่เอี้ยวตัวออกห่างจากอก จนเหมือนจะยอมพลีกายไปหาโบอาที่มีห่อเยลลี่ได้ทุกเมื่อ น้องแดนหันกลับไปสบตาคุณพ่อ เงยหน้าชิดจนจมูกเกือบแตะกัน

 

น้องแดนชอบหมีโบะคับ

 

…ให้ตายเถอะ…

 

ไม่ติดว่าคนเยอะ ก็จะได้เห็นซองอูยืนทุบกำแพงแล้วล่ะ พูดจริง ๆ

 

 

“งั้นขอบคุณพี่เขาเร็วครับ แล้วบอกด้วยนะครับว่าวันนี้น้องแดนจะไม่ดื้อไม่ซน”

 

คังตัวเล็กทำตามอย่างว่าง่าย แถมยังไหว้สวย ๆ ให้หนึ่งทีจนโบอาต้องลูบหัวน้องอย่างเอ็นดูหลังจากน้องรับหมีโบ้ไป ส่วนรอยยิ้มและน้ำเสียงอ่อนโยนของคุณพ่อ ก็ทำเอาผู้หญิงข้าง ๆ ซองอูเอามือประกบแก้มตัวเองทั้งสองข้างแล้วส่ายหัวไปมา – ก็ เข้าใจนะ แต่อิจฉา อยากแสดงออกแบบนี้บ้าง…

 

เขาเลยเลือกหันไปทุบแขนเซอุนแทน เพื่อนของเขาร้องโอ๊ยแล้วกระตุกแขนหนี ถลึงตาใส่แล้วพูดกับเขาเสียงเบาแต่รอดไรฟันออกมา

 

“เป็นเอามากนะมึงอ่ะ”

 

ฮือ

 

 

 

 

แล้วพอทักทายกันอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดงโฮก็ขอตัวไปทำงานจริงจังสักที จับมือน้องแดนให้โบกบ๊ายบายทุกคนก่อนจะเดินเข้าห้องไปหาคุณแม่กับโปรดิวเซอร์คนอื่น ๆ ด้านใน ซองอูพยายามซึมซับและจดจำภาพเด็กตัวกลมเอาไว้

 

ถึงจะเป็นเวลาแค่แปปเดียวแต่ก็มีความสุขจัง

 

เขาคิด, ที่จริง ออกจะเป็นทางเพ้อมากกว่า

 

“ขอบใจว่ะเซอุน งั้นกูกลับ–”

 

“เฮ้ย มึงก็เข้าไปข้างในดิ”

 

“…ไรนะ”

 

“เดี๋ยวแม่น้องก็จะพากลับแล้ว พี่ดงโฮอยู่อัดยาว มึงอยู่ก็ดี รอส่งน้องกับแม่เขาขึ้นรถหน่อย”

 

…ตายตอนนี้ก็จะไม่เสียใจ

 

 

 

 

ซองอูอยู่รอตามนั้นจริง ๆ รอจนดงโฮเตรียมตัวจะเข้าไปในห้องอัด บอกลาลูกกับภรรยาแล้วหันมามองหน้าเขาที่เซอุนแนะนำไปเมื่อกี้ พ่วงท้ายว่าจะเป็นคนลงไปส่งคุณแม่กับน้องขึ้นรถที่ด้านหน้าตึก คุณแม่ปฏิเสธเกรงใจยกใหญ่แต่ก็ได้เซอุนช่วยกับเขาพูดให้ว่าไม่เป็นไร จนสุดท้ายก็ยอมว่าตาม

 

“ซองอู”

 

แล้วอยู่ ๆ คังคนพ่อก็สบตาเข้ากับเขา

 

“ครับ?”

 

“เราใช่คนในทวิตที่ชื่อหมีโบ้หรือเปล่า? …หรือเปล่านะ? ใช่ไหม?”

 

 

 

ซองอูเผลอสูดหายใจเข้าลึก

 

แล้วลืมหายใจออก

 

กล้ามเนื้อตั้งแต่หน้าจนถึงลำคอตึงไปหมด

 

 

original-2-51-(dragged).jpg

 

 

“ครับ..”

 

เขาพยักหน้าอย่างช้าตอบ แต่ตากะพริบถี่เร็วกว่าปกติ

 

 

อะไรวะ ไอ้ความรู้สึกเหมือนโดนสอบสวนนี่…

 

 

“อ๋อ ซองอู เห็นแฟนคลับน้องแท็กมาหาบ่อย ๆ ก็ว่าหน้าคุ้นมากเลย” คุณแม่น้องพูดเสริมด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แต่เขาได้แต่ขำแห้ง กลัวพ่อแม่น้องรู้ว่าติ่งลูกเขามากขนาดไหน แต่ก็… น่าจะเห็นไปหมดแล้วถ้าพูดแบบนี้

 

“หมีโบะหรอ?”

 

คังคนเล็กที่ยืนจับมือคุณแม่อยู่หันมามองเขาแล้วเอียงคอถาม ได้มองจากมุมที่น้องยืนอยู่ด้วยส่วนสูงไม่ถึงเอวแบบนี้ ยิ่งเป็นลักษณะของทรงกลมเข้าไปใหญ่

 

“พี่หมีโบะ?”

 

“ไม่ใช่ครับน้องแดน พี่ชื่อซองอูนะ ไม่ใช่หมีโบ้”

 

“ซองอู?”

 

“ครับ”  ซองอูอยากจะวิ่งไปให้หัวชนกำแพง แต่ที่ทำอยู่คือฉีกยิ้มใจดีแบบเลเวล 10

 

น้องแดนกะพริบตาปริบมองเขาก่อนจะปล่อยมือจากคุณแม่ แล้วก้มลงล้วงขนมเยลลี่จากห่อยื่นให้ซองอู ด้วยความยาวแขนทั้งหมดที่มีจนสุดหัว

 

“นี่ ๆ หมีโบะ”

 

“ให้พี่หรอ?”

 

“อื้อ ให้หมีโบะซองอู”

 

 

 

ใจละลาย แหลกเหลว และไหลไปตามพื้นหมดแล้ว

 

 

 

“เรียกว่าพี่ซองอูสิครับน้องแดน”

 

คุณพ่อเอ่ยบอก น้องแดนหันไปมองคุณพ่อแล้วหันมาพูดกับเขาใหม่

 

 

 

“น้องแดนให้พี่ซองอูคับ”

 

 

 

 

ที่ยังยืนอยู่ได้คือกายหยาบล้วน ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นปกติสำหรับในยุคโซเชียลมีเดียที่ใคร ๆ ต่างก็อัพเดทและลงเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองในโลกออนไลน์ – สรุปโดยสังเขป ตอนนี้ อง ซองอูเป็นมนุษย์ชายวัยยี่สิบกลาง…ไปทางปลาย ที่มีคนกำลังติดตามแอคเคาท์ทวิตเตอร์อยู่จำนวน 30.4 k  ,เขาใช้มันไปกับการทวิตเรื่องส่วนตัว คุยกับผู้คน ผลงานถ่ายแบบ เด็กที่ชื่อแดเนียล เด็กที่ชื่อน้องแดน เด็กที่ชื่อน้องแดน และ เด็กที่ชื่อน้องแดน

 

 

อ่อ แล้วตอนนี้ เขาก็สนิทกับคังคนพ่อแล้วนะ

 

 

 

 

 

dnywf_tw1

 

 

 

ฮือ ตารังเงๆๆนะคับน้องแดน T____________T ♡♡♡

 

 

 

 

 

 

 

 

The end

 

 

 

 

 

 


talk :

 

ก็แค่ฟิคที่ให้พี่ซองอูหวีดน้องแทนตัวเอง hahaha
หลายวันก่อนเปิดดูคลังฟิคตัวเองแล้วเจอเข้าน่ะค่ะ ก็เลยเอามาแต่งต่อ มากไปกว่านั้นคือ เพิ่งรู้ว่ามีฟิคกินเด็กแบบเยอะอิ้บ…

เลยคิดไว้ – แค่คิดไว้นะ – ว่าอยากรวบให้มันเป็นโปรเจคเดียวกัน แต่ก็นั่นอีกล่ะ กลัวล่ม (ฮ่า)

เอาเป็นว่า ถ้ามันเกิดขึ้น งั้นฟิคเรื่องนี้ก็จะเป็นฟิคปฐมบทค่ะ
giphy

 

 

 

 

 

 

ถ้ามันเกิดขึ้น

 

 

 

 

 

 

สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังนะคะ ขอบคุณที่ร่วมเสพเช่นเคยค่ะ

tag comment #ลูกหมีของอ๋ง นะ ♡

 

 

 

 

5 Drabbles from เนียลวิดวะ

 

(seongwu x daniel)

A/N :  5 เรื่องสั้นเล่าผ่านแก๊งค์นิเทศ to infinity and beyond ของพี่ซองอู

__________________________________________

 

 

 

มินฮยอน + ซองอู

 

“มึง กูหิว”

“ไม่ มึงไม่ได้หิว”

“มึงจะบ้าหรอ ก็กูบอกอยู่ว่ากูหิว”

 

ฮวัง มินฮยอนตบเข่าฉาด หันขวับจากหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นไปมองเพื่อนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถ ซองอูกำลังมองถนนข้างหน้าอยู่แต่ก็รู้ว่าต้องสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของมินฮยอน

 

“ข้างหน้ามีไดร์ฟทรู มึงจอด”

“มึงบ้าไปแล้วหรอ”

“เอ้า กูหิว มึงไม่เข้าใจ?”  มินฮยอนเริ่มขึ้นเสียง ความโมโหหิวพาให้เขาหงุดหงิดเพื่อนตัวเอง

 

“เนี่ย อีกนิดนึงก็มีแมคอ่ะ”

“อีกนิดนึงก็ถึง ม. แล้วเหมือนกัน”

 

“ไอ้เหี้ยอง”

มินฮยอนกดเสียงต่ำ กำลังอ้าปากเตรียมด่าซองอูก็พูดสวนกลับมาก่อน

 

“แดกบนรถอ้วนนะเว้ย”

“ถ้าห่วงอ้วนกูจะกินไหม?”

“เอาจริงนะ”

“อะไร?”

“กูเหม็นน้ำมัน”

 

ปรี๊ด

คำจำกัดความสิ่งที่มินฮยอนกำลังเป็นอยู่ตอนนี้

 

“กว่ากลิ่นแม่งจะหาย แล้วไหนมึงจะทำเลอะ เป็นคราบติดรถกูอีกเปล่าก็ไม่รู้”

“ไอ้–”

“แล้วฟาสต์ฟู้ดมึงก็รู้ว่าไม่ดี อ้วนด้วยนะเว้ย”

“ไอ้เห–”

 

“ไม่ต้องแดกหรอก”

 

“ไอ้เหี้ยอง! แต่วันก่อนที่มึงขับไปส่งแดน มึงซื้อเบอร์เกอร์ให้แดนกิน!! กินบนรถเนี่ยไอ้เหี้ย!! ไม่เห็นมึงจะว่าบ่นอะไรสักคำ ไอ้เวร!! กูหิวกับแดนหิวมันต่างกันตรงไหน ตอบ!!!”

 

 

 

 

____________________________________

 

 

ยงกุก + ซองอู

 

คิม ยงกุก กำลังเดินเข้าไปในร้านขายของสัตว์เลี้ยง ที่กำลังเดินตามกันมาก็เพื่อนเขาเองที่มีหมาพันธุ์เล็กเลี้ยงอยู่ที่บ้าน ซองอูบอกว่าอยากจะมาซื้อของใช้อะไรนิดหน่อย ยงกุกที่จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าอาหารแมวใกล้หมดก็เลยเอ่ยปากขอมาด้วย

 

ร้านไม่ได้ใหญ่มาก และส่วนใหญ่ของในร้านก็ดูจะหนักไปทางน้องหมามากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ยงกุกเดินเอาหน้าตายๆของตัวเองผ่านชั้นพวกนั้นไป มองหาแผนกที่เขาต้องการ

 

ก็, ไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น มีโซนขายของน้องแมวอยู่บ้างแม้จะถูกจัดให้อยู่ลึกสุด และไม่ได้มีเยอะเท่ากับที่วางอยู่โซนหน้าร้าน เขาเดินไปเลือกอย่างรวดเร็ว หยิบอาหารเม็ดรสที่แมวของเขาชอบกินไปหนึ่งถุง กับขนมกินเล่นอีกนิดหน่อยแล้วเดินออกมา

 

“ไอ้อง”

“ว่า”

“มึงทำอะไร”

 

ยงกุกหยุดเท้าที่เพิ่งก้าวเดินออกจากโซนเมื่อกี้ได้แปปเดียว เห็นซองอูกำลังยืนอยู่ตรงหน้าชั้นของเล่นแมว

 

“ดูของเล่น”

“ของใคร?”

“แมวไง มึงคิดว่าของกูหรอ”

 

เขายืนนิ่ง จ้องมองซองอูเลือกของอยู่อย่างสบายใจ และคิดทบทวนกับตัวเองว่า

ซองอูแม่งไม่ได้เลี้ยงแมว แม่งเลี้ยงหมา
แต่จะซื้อของเล่นแมว
…หรือว่าหมาก็เล่นได้วะ?
แต่เมื่อกี้มันก็บอกอยู่ว่าดูของเล่นให้แมว

 

ยงกุกจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เขาไม่ได้เอ่ยปากถามจนถึงตอนที่ต้องเดินไปจ่ายเงินที่หน้าเคาน์เตอร์ ซองอูหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมาแต่ตอนนั้นเองก็มีไลน์เข้า มันเลยวางกระเป๋าลงแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นแทน

 

หางตาของเขาเหล่ๆมองเห็นได้ว่า  

danik

 

อ๋อ….

 

 

 

 

____________________________________

 

 

อูจิน + ฮยอนบิน

 

“พี่ กุญแจรถอยู่ไหนนะ?”

 

ปาร์ค อูจิน ตะโกนเข้าไปในห้องน้ำชายที่พี่ชายของเขา ควอน ฮยอนบิน อยู่ข้างใน เขาได้เสียงตะโกนตอบกลับมา

 

“เป๋ากูอ่ะ ถามไอ้มินดู”

“เคๆ รีบๆขี้นะโว้ยพี่”

“เออ รู้แล้ว!”

 

เด็กหนุ่มผิวสีแทนเดินกลับไปที่โต๊ะของพวกรุ่นพี่แล้วเอ่ยถามเอาจากมินฮยอน อีกฝ่ายยื่นกระเป๋าพร้อมสัมภาระอะไรอีกนิดหน่อยของฮยอนบินมาให้แล้วโบกมือลา เขาบอกลารุ่นพี่แล้วสาวเท้าเดินกลับไปที่ห้องน้ำอีกรอบ

 

“เร็วๆดิพี่ ขี้แตกป่ะเนี่ย”

“รีบมากมึงไม่ต้องมากลับกับกู๊!”

“โอ้ย ก็พี่องเบี้ยวนัดอ่ะ บอกแล้วว่าจะกลับด้วยๆ ไปโทษเพื่อนพี่นู่นเลย”

“อย่าชวนคุยได้ป่ะ คนใช้สมาธิ!”

“เร็วๆๆๆๆ”

 

ควอน ฮยอนบิน แทบจะถีบประตูห้องน้ำออกมาเมื่อโดนอูจินเร่งไม่หยุด เขารีบจัดการธุระ ล้างมือ รับกระเป๋าและกุญแจรถจากมือน้องชายแล้วพากันเดินไปที่ลานจอดรถใหญ่ อูจินโบ้ยเป็นความผิดซองอู ที่ทำให้ตัวเองต้องระเห็ดมานั่งรถฮยอนบิน เพราะรุ่นพี่ตัวสูงเอาแต่บ่นไม่หยุดที่ต้องขับย้อนไปส่งเขาอีกทาง

 

“พี่ก็เลิกบ่นสักทีดิ ไหนว่าไปส่งได้ไง”

“ก็มึงเร่งกู กูหงุดหงิด”

“โถ่ น้องขอโทษ”

 

รอยยิ้มเขี้ยวถูกงัดออกมาโชว์ แต่กับคนที่อยู่ร่วมกันมานานแล้วและรู้กันดีแบบนี้ย่อมไม่ได้ผล ฮยอนบินผลักหัวอูจินเต็มแรงแล้วสตาร์ทรถ ส่วนคนถูกผลักก็ได้แต่จำยอมเพราะกำลังพึ่งพาอาศัยเขา อูจินต่อระบบโทรศัพท์เข้ากับรถเพื่อเปิดเพลง ระหว่างทาง ฮยอนบินก็ได้ยินเสียงข้อความดังเป็นระยะๆ

 

“มึงอย่าแชทเยอะได้มะ แม่งออกลำโพงเนี่ย”

“คุยกับอันอยู่นะ”

“แล้ว? จะบอกกูเสือก?”

“อือ”

“อ้าวไอ้เขี้ยว”

 

“เฮ้ย.. เดี๋ยวนะพี่”

“อะไร?”

“….”

“อะไรล่ะวะ พูด”

 

เพราะอูจินเอาแต่ก้มหน้าดูโทรศัพท์ ฮยอนบินเร่งเอาคำตอบจนท้ายสุดความอยากรู้ก็ทำให้ต้องละสายตาจากถนนมามอง

 

น้องชายผมแดงมองหน้าเขา ก่อนจะยื่นหน้าจอแชทข้อความของตัวเองกับเด็กชื่อ อัน ฮยองซอบให้ดู

 

“ไหนเพื่อนพี่บอกมีธุระ เลยไปส่งผมไม่ได้”

“กูว่าก็นี่แหละธุระของมัน”

“พี่! นี่น้องนะ!”

“มึงมาโวยอะไรกู๊  ไปโวยไอ้องนู่น”

 

ที่ปรากฎอยู่เป็นรูปภาพที่ส่งมาจากฮยองซอบ

อง ซองอูกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงแมวมากมาย ข้างตัวนั่นก็ไม่ใช่ใคร คัง แดเนียล (นีเอลของมัน) พร้อมด้วยอาหารแมวถุงใหญ่ที่กำลังถูกแจกจ่ายโดยคนสองคน

 

“ยัง ยังไม่หมด”

 

เหมือนโกรธแค้นอะไร ปาร์ค อูจิน เลื่อนให้ดูข้อความต่อมาจากคู่สนทนา

 

judyyyy 🍍

แง้ น่ารักๆๆๆๆๆๆๆ

โคตรน่ารักเลยอ่ะอู ดูดิๆๆๆๆ

พี่ซองอูก็ดีจังเลย ฮือออออ

 

 

“อ๋อ น้องอัน”

“เออ! พี่ก็รู้ ขนาดมีผมอยู่ยังเป็นหนักเลย นี่พี่องแม่งไปคนเดียวอ่ะ โว้ยยยยย”

 

 

 

 

____________________________________

 

 

จีซอง + ซองอู

 

ยุน จีซอง ปรับลมหายใจอย่างยืดยาว ในมือมีบิลใบเสร็จจากร้านสะดวกซื้อสั้นๆหนึ่งใบ รายการของบนนั้นมีอยู่แค่สองอย่าง คือน้ำเปล่า กับเยลลี่

 

“มึง ต้อง หยุด ซื้อ เยลลี่ ให้ มัน”

“โห่พี่ เหมือนห้ามไม่ให้เด็กร้องไห้”

“มึงฟังกูอยู่ไหม? กูบอกต้องหยุด!”

 

จากที่ก็หน้าเล็กอยู่แล้ว ซองอูเหมือนหน้าหดเหลือสองนิ้วพอโดนตะคอกใส่ เอามือป้องหัวที่โดนจีซองเอาบิลใบเสร็จเล็กๆนั่นฟาดรัวๆ

 

“หมอบอกมันฟันผุ จำใส่กะโหลกมึงไว้ด้วย”

 

จีซองเน้นแต่ละคำด้วยการฟาดมันลงมาตามคำพูดเป็นคำๆ  ผู้ถูกกระทำร้องโหวกเหวกว่าเข้าใจแล้ว รวบเอาบิลไปถือเองแล้วยัดลงถุงพลาสติกที่บรรจุห่อขนมพวกนั้นไว้อยู่ จีซองชี้หน้าคาดโทษปิดท้ายเมื่อรุ่นน้องทำหน้าเบ้ใส่ เขาจะไม่เดือดร้อนกับเรื่องนี้เลยถ้าไอ้เนียลไม่โทรมาร้องงอแงว่าปวดฟันจนต้องพาไปหาหมอ

 

เขาสั่งห้ามมันกินของหวาน แต่ก็เพิ่งมารู้ว่ายังมีคนคอยซื้อให้มันอยู่อีกคนตรงนี้ แถมขี้สปอยกว่าตัวเองอยู่มากนัก หลังจากออกคำสั่งกับทั้งเด็กปวดฟัน ทั้งคนซื้อเยลลี่แล้วว่าต้องหยุด เขาก็โดน อง ซองอู โทรมาทำเสียงคร่ำครวญใส่ในคืนถัดมาอีกสัปดาห์

 

“พี่”

“อะไร?”

“ตอนนี้มีร้านทำฟันที่ไหนเปิดบ้างอ่ะ”

“ห้ะ? ทำไมวะ?”

 

“…เนียลปวดฟัน”

“อีกแล้ว?”

“อือ… แต่ผมเปล่านะ…”

 

“แล้วมันยังไง?”

 

“จริงๆก็ผมแหล่ะ… แต่แค่นิดเดียว… เออ คือผมก็แอบซื้อให้กินอ่ะ แต่นานๆทีนะเว้ย แต่นี่เพิ่งรู้จากน้องอันเหมือนกัน ว่าคนที่วิดวะนู่นเขาก็ เออ ก็นานๆทีเหมือนผมอ่ะ กลายเป็นแม่งรวมๆกันแล้วก็เหมือนกินเยอะอยู่… ตกลงมีร้านไหนเปิดตอนนี้บ้างป่ะวะ?”

 

 

 

 

____________________________________

 

 

ไล ควานลิน

 

ไล ควานลิน นั่งฟังพวกพี่ๆ บ่นผสมนินทาเรื่องพี่ซองอูกันไปอย่างนิ่งเงียบ หัวเราะผสมโรงบ้างเมื่อตามทัน สำหรับเขา เขาไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างที่พี่ๆทุกคนเคยเจอ

 

แต่จะว่าไป – ก็มีครั้งนึงที่เขาไปซื้อน้ำที่ใต้ตึกวิศวะ ตอนช่วงเช้าที่คนยังไม่ค่อยตื่นกันนอกจากเสียว่ามีตารางเรียน ร้านคนไม่มาก โต๊ะก็ว่างเป็นส่วนใหญ่ พอเขาเดินเข้าไปก็เลยเห็นพี่องกับพี่แดนนั่งอยู่ที่ริมผนังฝั่งหนึ่ง

 

ควานลินโบกมือทัก พี่ซองอูที่มองเห็นเขาก็โบกตอบ เลยทำให้พี่แดเนียลที่นั่งหันหลังให้ต้องเอี้ยวตัวมามองตามและพอเห็นว่าเป็นรุ่นน้องตัวสูงต่างคณะก็ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

 

“พี่–”

 

เขาว่าจะทักทายแล้วเข้าไปนั่งด้วย แต่พอพี่แดเนียลหันกลับไป พี่ซองอูเก็บมือที่โบกให้ ทั้งสองคนก็ไม่ได้สนใจเขาอีก เหมือนว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่สักอย่าง, ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร และสนุกแค่ไหน แต่เขาเห็นพี่ซองอูเท้าคางฟังด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา  และแว่วเสียงหัวเราะคิกคักจากอีกคน

 

ควานลินจึงทำได้แค่หมุนตัวกลับไปสั่งเครื่องดื่ม และพอได้แล้ว เขาเดินถือมันออกมาดูดที่หน้าร้าน มองเข้าไปที่โต๊ะของทั้งสองคนนั้นอีกครั้ง

 

ไล ควานลินอ่อนภาษา ด้วยเพราะเป็นเด็กนอก เขาอาศัยอยู่ต่างประเทศก่อนมาเรียนที่นี่ ถึงอย่างนั้น ไม่สิ ก็เพราะอย่างนั้น  ไล ควานลินเลยคิดว่าภาษากายน่ะสำคัญมากๆ เขาชอบดูผู้คนบอกเล่าอะไรบางอย่างผ่านสายตาและพฤติกรรมมากกว่า เพราะถึงมันไม่ต้องพูดออกมาก็เข้าใจได้

 

เขามองดูสองคนนั้น ถึงจะไม่ชัดมากเพราะเป็นการมองผ่านกระจก และแม้ว่าพี่แดเนียลจะหันหลังให้ก็ตาม แต่เขาก็รับรู้แทบจะทุกอย่างได้ดี จากสายตา และรอยยิ้ม ของพี่ซองอู

 

ตอนนั้นควานลินเม้มปากงับหลอดเดินกลับตึกอย่างขวยเขิน เขาไม่ได้เด็กเกินกว่าเรื่องแบบนี้สักหน่อย อืม… แต่ก็ยังรู้สึกขัดเขินอยู่ดีนี่นา

 

 

 

“ผมก็—”

 

เขาพยายามจะพูดเล่าบ้าง แต่ไม่มีจังหวะให้แทรก ควานลินนั่งยิ้มค้างรอพวกพี่พูดจบ แต่พอเขาเริ่มจะหาช่องให้พูดได้แล้ว เจ้าของหัวข้อสนทนาที่ชื่อว่า อง ซองอู ก็โผล่มาเสียก่อน

 

“คุยไรกันวะ”

“เสือก”

“เดี๋ยวไอ้สัส กูเพิ่งมา …แล้วไอ้ไลเป็นไร ยิ้มค้างทำไมมึง”

 

ไล ควานลินเก็บเรื่องเล่าของตัวเองลงหีบ เขากะพริบตาแล้วฉีกยิ้มให้พี่ซองอูอย่างใสซื่อ

 

 

 

 

____________________________________

 

 

End

ตอนแต่งเถียงกับตัวเองอยู่ค่ะว่าต้องใช้แท็ก เนียลวิดวะ หรือ ลูกหมีของอ๋ง
แต่มันอยู่ในซีรี่ย์เนียลวิดวะแหละ เนอะ

เม้นได้ในนี้และในแท็ก #เนียลวิดวะ นะคะ

ขอบคุณค่ะ (:

 

 

Double Drabble : Slightly (ong x niel)

 

Fandom : WannaOne

Pairing : Ong Seongwoo / Kang Daniel

Rate : not sure.

A/N : the sequel of  Drabble : sleepyhead  (คิดว่าอยู่ซีรี่ย์เดียวกันตอนแต่งเสร็จเนี่ยแหละค่ะ อิ)

 

 

 

large

 

 

/

 

 

เหมือนว่าเดบิวต์มาเพื่อทำตำแหน่งเปลืองตัวของวง

เสื้อก็ต้องคอกว้าง กระดุมก็ต้องปลด กางเกงก็ต้องขาด หน้าท้องก็ต้องโชว์

มาคิดๆดูแล้ว แทบไม่มีส่วนตำแหน่งไหนของร่างกายที่แดเนียลยังไม่ได้เผยให้คนอื่นเห็น

 

ส่วนใหญ่ก็จะวี๊ดว๊ายกันอย่างชอบใจทุกครั้งที่ทางรายการมาบรีฟก่อนถ่ายทำว่า เดี๋ยวจะให้คุณ คังแดเนียล โชว์ซิกแพค  ยุนจีซองแอคทีฟกว่าใครเสมอ ช่วยน้องรักดูแลหุ่นอย่างดี(แม้ว่าจะกินขนมก่อนนอนตลอดก็ตาม)  และปาร์คอูจิน ซิคแพคที่สองของวงก็ด้วย จะช่วยแดเนียลซิทอัพกล้ามก่อนถ่ายทำตลอด – เคยรู้สึกผิดต่อทั้งสองคนนี้ที่ต้องแบกรับหน้าที่นี้ แต่นะ ก็แค่เคย

 

/

 

ขาว แดเนียลขาวทั้งตัวน่ะแหละ

ไม่พอยังแน่นไปหมด ก็ทั้งๆที่มีแก้มนุ่มนิ่มน่ะนะ

 

 

พูดแค่นี้ก็น่าจะเข้าใจกันแล้วว่าแดเนียลน่าฟัด

 

ซองอูโคตรอยากฟัดแดเนียลแรงๆ

แต่นั่นไม่ใช่อาการที่เกิดขึ้นเมื่อตอนที่เห็นแดเนียลโชว์ร่างกายอย่างเปิดเผย ขณะแสดง ขณะลงไปเต้นบีบอย หรือขณะที่ลงไปว่ายน้ำ

 

ไม่ใช่แบบนั้น

 

แต่มักเป็นตอนที่อีกฝ่ายไม่ตั้งใจต่างหาก ,อย่างการที่แดเนียลชูแขนขึ้นสุดแล้วชายเสื้อมันหลุดออก เผยผิวเนื้อวับๆแวมๆที่ข้างเอว ที่ขอบกางเกง หรืออย่างตอนที่เสื้อมันกว้างเสียจนพอก้มนิดหน่อยแล้วก็เห็นทะลุไปถึง.. นั่นแหละ

 

/

 

โคตรโรคจิต

 

เขาเคยเอาเรื่องนี้ไปพูดกับมินฮยอน มีหลายเรื่องที่เขาคุยกันแค่ใน 95line – ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เขาจะบอกแจฮวานหรือปรึกษากับพี่จีซอง

 

มินฮยอนฟังจบก็ด่าเขา ‘โรคจิต’ พูดออกมาด้วยสีหน้านิ่งๆ ดันตัวเองออกห่างจากเขาจนต้องเอื้อมมือไปดึงรั้งแขนเสื้อให้กลับมา

 

เขาโคตรจะโคตรอยากฟัดแดเนียลมากๆ เวลาเห็นอะไรนิดหน่อยแบบนั้น มากกว่าจะเป็นตอนที่ถอดหมดทั้งตัว

 

เออ เขาก็ว่าเขาโรคจิต

 

แต่เพราะแบบนั้นถึงได้มาคุยกับมินฮยอน ไม่ได้เพื่อจะโดนด่าซ้ำในสิ่งที่รู้อยู่แล้ว แค่อยากระบายความอัดอั้นของตัวเองให้เพื่อนฟัง เขารู้ว่ามินฮยอนจะให้ได้แค่นั้น รับฟัง หมอนั่นไม่เคยมีแฟนสักคน เขารู้ว่ายังไงก็คงให้อะไรเขาไม่ได้เท่าไหร่

 

/

 

อย่างที่บอก ว่าแค่อยากเล่าให้ใครฟัง ไม่ได้อยากแก้มันหรือว่าลบความคิดนี้ของตัวเอง เขาก็ยังคงชอบแดเนียลตอน วับๆแวมๆ อยู่ดี

 

เขาถึงได้ยืนมองดูอีกคนนอนหลับนิ่งๆแบบนี้มาจะครึ่งชั่วโมงแล้วไง

 

แดเนียลหลับสนิท ตารางงานที่อัดแน่นกล่อมให้เด็กนี่นอนได้เร็วกว่าหนังสือการ์ตูนเป็นสิบเล่ม เจ้าลูกหมาตัวไม่ได้เล็กนอนเอาขาก่ายตุ๊กตาสีชมพูหน้าเหมือนตัวเองไว้ – แล้วก็ทั้งๆที่ตัวไม่ได้เล็ก – แดเนียลไปหาเสื้อผ้าจากไหนมาใส่ให้ใหญ่กว่าไซส์ตัวเองได้

 

หลวมโพรก ไหล่ตก ย้วยสมเป็นชุดนอน

แต่ก็นั่นแหละ ใช่ว่าจะไม่ดี

 

แดเนียลนอนดิ้นจะตายใครก็รู้ สภาพเสื้อตัวนั้นถึงได้เป็นแบบนี้ มันไม่ปกปิดแดเนียลเท่าไหร่ ชายเสื้อเลิกขึ้นให้เห็นผิวขาวตรงข้างเอว เลยมาถึงแผ่นหลังนิดหน่อย อืม น่าพอใจ

 

ไล่สายตาลงมาก็เจอกางเกงขาสั้น… สั้นขนาดไหนคงไม่ต้องบอก จนถึงตรงนี้ซองอูต้องเริ่มยกมือมาปิดใบหน้าส่วนล่างของตัวเองแล้ว เขาเม้มปากเข้าหากันอยู่หลังมือตัวเอง มองดูผิวขาวๆที่แอบอมชมพูอยู่ตามข้อต่างๆอย่างหัวเข่า ข้อเท้า แล้วเขาเลยดึงสายตาขึ้นกลับไปมองที่ข้อศอกกับข้อนิ้วด้วย

 

ทำไมขาว แล้วทำไมต้องชมพูวะ…

 

เขาลูบหน้า สูดหายใจเข้าให้เต็มปอดแล้วผ่อนออกอย่างช้าๆ ในหัวกำลังเรียกชื่อตัวเขาเองซ้ำๆไปมา

ซองอู มึง ซองอู องซองอู แล้วตบเข้าเบาๆที่ข้างแก้มตัวเอง

 

แต่ทีนี้ยิ่งไปกันใหญ่ – เสียงในหัวของเขาดังขึ้นอีกสิบระดับ

 

เชี่ย ไอ้ซองอู ไอ้ซองอู

 

เมื่อแดเนียลละเมองึมงำอะไรสักอย่างที่ฟังไม่ได้ศัพท์ พลิกตัวนอนหงายพร้อมกับเหยียดแขนขึ้นเหนือหัวจนสุดคล้ายบิดขี้เกียจ ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ก่อนจะนิ่งค้าง อยู่ในท่านั้นไม่ได้ขยับอีก

 

ไอ้เสื้อเจ้ากรรม จงอย่าเรียกตัวเองว่าเครื่องนุ่งห่ม, มันไหลไปกองกันอยู่เหนือหน้าท้องเลยสะดือขึ้นไปอีกหน่อย ซองอูมุดหน้ากับฝ่ามือหน้าตัวเอง เมินหน้าหนีไปอีกทางเมื่อเขาเริ่มรู้สึกว่า นี่มันมากเกินไป

 

แต่ยังหรอก มันมากได้อีก

เพราะแดเนียลเพิ่งยกขาขึ้นชันข้างหนึ่ง เป็นข้างเดียวกับที่ซองอูกำลังยืนอยู่ และจากมุมนี้แม้ว่ามองจากหางตาเขาก็เห็นว่าความขาวมันมากขนาดไหน

 

ไม่ไหวแล้ว

 

ฝ่ามือที่ปิดหน้าตัวเองไว้น่าจะเอาไม่อยู่ เขาพรูลมหายใจออกมาและพบว่ามันร้อนมากจนแอบตกใจ เวร หน้าก็ร้อน ฝ่ามือก็ร้อน ซองอูเม้มปากแล้วกลั้นใจ หันเร็วๆกลับไปมองให้เต็มตา

 

เต็มตา

 

เต็มๆ

 

/

 

“มีอะไรซองอู มาเคาะห้องทำไม”

 

“มินฮยอน ขอร้อง คืนนี้ คืนเดียว”

 

“ทำไม?”

 

“กูขอนอนด้วย”

 

 

 

 

“ไอ้เวร”

 

 

 

The End

 


 

talk : อุ่ก หายจาก blog ไปนานเลยค่ะ แง กลับมาเรื่องนี้กลายเป็นตาแดนไม่มีบทพูดเลย… แล้วก็ยังคงบรรยายผ่านพี่ซองอูอยู่ดี (เฮ้ยแก orz)

มันก็จะแฮ่กๆหน่อยนะคะ แต่แฮ่กในแบบ #ลูกหมีของอ๋ง ง่ะ 555555555

 

ขอบคุณที่ร่วมเสพนะคะ

 

 

Drabble : les deux plats

 

 

레뒤플라

DEYlQO8VwAAKXH6

OngSeongwoo / KangDaniel

This is a work of fiction. Don’t take it literally.

( ค่อยๆ อ่านเนอะ )

 

 

 

 

แดเนียลไม่ได้ชอบเปียกฝน

มันทำให้เสื้อผ้าชุ่มน้ำ ตัวหนัก

ทุกอย่างแนบลู่ไปกับร่างกายเกือบหมด

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยื่นมือออกไป

สัมผัสมัน

 

 

สิ่งเปราะบางที่รวมตัวกันจนแทบจะเป็นฝนห่าใหญ่

ใช่ เขารู้ว่าต้องเปียก เขาวิ่งฝ่าออกมา

ร่างกายถูกเม็ดฝนกระหน่ำเข้าใส่

 

 

แดเนียลไม่ได้ชอบเปียกฝน

แต่เขาชอบเมื่อกลับมาชำระตัวด้วยน้ำอุ่น

ยืนแช่ค้างอยู่อย่างนั้น ให้ความร้อนจนขึ้นไอนั่นโอบรอบตัวเขา

 

 

/

 

 

แดเนียลไม่ได้ชอบนั่งอ่านหนังสือ

ตัวอักษรจำนวนมากติดกันยาวเป็นพรืด

เขาแค่สามารถอ่านมันจบหนึ่งบทในเวลา 20 นาที

10 นาทีสำหรับคนอื่นกับอ่านมันสองบท

 

 

เปล่า  เขาไม่ได้สมาธิสั้น

เขาแค่ต้องค่อยๆซึบซับมันอย่างช้าๆ

หนึ่งครั้งสำหรับกวาดสายตา

สองสำหรับทำความเข้าใจ

สามเพื่อนึกภาพตามในหัว

บางครั้งก็มีสี่, นั่นเพราะเขาต้องการจะย้ำมันอีกครั้ง

 

 

แดเนียลไม่ได้ชอบนั่งอ่านหนังสือ

แต่เขาชอบ เวลา ที่ได้อ่านหนังสือ

โลกภายนอกของเขาหมุนช้าลงเมื่อเขาอ่านมันทวนซ้ำสามครั้ง

 

 

/

 

 

แดเนียลไม่ได้ชอบดื่มเบียร์

ขมปร่า บาดคอ กลิ่นเหม็น

บางทีทำให้อ้วกในเช้าถัดมา และปวดหัว

ครั้งแรกคือตอนกำลังดูหนัง ฉากที่เหมือนจะเป็นซีนตลก

‘ You’re in love. Have a beer ‘ เขาว่า

 

 

แน่นอน มันทำให้เมา

ทำให้มีคลิปน่าอายอยู่ในโทรศัพท์ของเพื่อน

แต่นั่นก็ตลกดีหรือไม่ใช่

 

 

นั่นแหละ แดเนียลไม่ได้ชอบดื่มเบียร์

แต่มันช่วยให้อุ่น ช่วยให้ลืมชั่วขณะ

บางทีก็ทำให้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้น

 

 

/

 

 

ร้านอาหารนี่ก็เหมือนกัน

เขาไม่ได้ชอบ

 

 

“ไอ้นี่ที่เราสั่งครั้งก่อนใช่ไหม? ฉันชอบ ช่วยฉันจำด้วย”

“พี่ก็ชอบเหมือนๆกันไปหมด ของเลี่ยนๆ”

“งั้นก็วางส้อมลงซะ ดาเนียล”

“เรื่องอะไรล่ะ ผมก็หิวนะ”

“สั่งของตัวเองสิ นี่ของฉัน”

พี่ซองอู

“ล้อเล่น อ้าปากเร็ว”

 

 

แต่เขาชอบ

การนั่งมองคนชื่อ อง ซองอู ม้วนเส้นสปาเก็ตตี้เข้าปากตัวเอง

สลับกับเข้าปากเขาบ้าง ถ้าอีกคนจับได้ว่าถูกเขานั่งมองอยู่

 

 

ที่จริงแล้ว แค่มีซองอูเป็นตัวแปรอยู่

แดเนียลก็ชอบหมดแหละ

 

 

 

 

 

the end,

 

 

 

 

มันจะเวิ่นๆ บ่นๆ หน่อย
: )

ขอบคุณค่ะ

 

 

 

 

 

HE IS #ongniel

 

Fandom : Produce 101 WannaOne

Pairing : OngSeongwoo / KangDaniel

 

 

HE-IS.jpg

 

 

 

 

“แฟนเก่าพี่เป็นไง”

 

เขาถามผม อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

ด้วยน้ำเสียงเรียบๆเหมือนกันกับประโยคที่เขาใช้ถามถึงรสชาติอาหารเช้า หนังที่ดู หรือเพลงที่ผมชอบ เขาไม่มีอาการผิดปกติ เป็นเพียงคำถามที่ไม่มีนัยยะหรือความต้องการอื่นแอบแฝง

เพียงแต่เราเพิ่งคุยกันเรื่องหนังสือเล่มหนึ่ง – มันว่าด้วยเรื่องความลับ และในหน้าแรกของบทความทรงจำ, คนเขียนมันได้กล่าวถึง ‘รักแรก’

 

บางทีผมอาจจะควรแปลกใจนิดหน่อย ที่เขาถามถึงรักครั้งเก่า ไม่ใช่รักครั้งแรกอย่างที่หนังสือว่า

 

“แจฮวานบอกว่าหน้าเหมือนผม”

อ่าฮะ แจฮวาน”

ผมทวนชื่อบุคคลที่สามจากเขา คิม แจฮวาน – เพื่อนรัก เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ทำไมผมนึกไม่ออกกันนะว่านอกจากหมอนั่นแล้วแดเนียลจะไปรู้มาจากใครได้

 

“แต่ถ้าจำไม่ผิด แฟนเก่าพี่เป็นผู้หญิง”

ตาของเขาไม่ได้ละจากหน้าหนังสือมาที่ผม นั่นเลยยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าแดเนียลเพียงแต่ทำมันไปเหมือนอย่างนั้นล่ะ เหมือนถามเรื่องทั่วไป

เจ้าตัวเองก็ไม่ได้เป็นคนคิดเล็กคิดน้อยหรืออะไรสักเท่าไหร่หรอก ก็นิสัยแบบผู้ชาย แดเนียลมักพูดด้วยความรู้สึกซื่อๆ ถ้าจะถามซองอูล่ะก็นะ

เพราะงั้นผมเลยผ่อนหลังตัวเองทิ้งกับเบาะโซฟา พาดแขนอ้อมหลังของเขาบนพนักพิง “อือฮึ เป็นผู้หญิง”

“น่ารักไหม?”

 

“น่ารัก” ,ผมตอบตามจริง

ผมค้นหาเธอให้มากเท่าที่จะจำได้ในห้วงความจำ

เธอคนนั้นน่ารักเหมือนกับลูกหมาตัวเล็กๆ สดใสไม่มีใครเกิน และช่างจ้อเป็นที่หนึ่ง ยังจำได้ดีว่ารอยยิ้มนั้นกับคำพูดคำจาของเธอเหมือนกันกับผมขนาดไหน

เธอติดผมแจเหมือนกับเราเป็นสินค้าแพ็คคู่ – นั่นไม่ได้หมายรวมถึงอะไรก็ตามที่เราชอบใส่ให้เหมือนกัน อ่า รักวัยรุ่น

 

“ก็ยิ้มเก่ง ตัวเล็กๆ ซน ดื้อนิดหน่อย เหมือนลูกหมา”

ผมเกี่ยวนิ้วตัวเองกับเส้นผมสีอ่อนของเขาไปด้วยระหว่างพูด ทำมันเบาๆ เพราะไม่อยากให้มันไปกวนการอ่านของอีกคน แม้ว่าจะไม่แน่ใจนัก ว่าแดเนียลยังอ่านมันอยู่ไหม หรือแค่ถือไว้เฉยๆ

“เหมือนพี่พูดถึงผมเลย เว้นก็แต่ ตัวเล็กๆ

“อ่าฮะ”

ผมขานรับพร้อมหัวเราะขำ ลูบหัวเจ้าลูกหมาตัวไม่เล็กไปมา เขานิ่งไปสักพัก เหมือนกำลังคิด ปล่อยให้ผมเล่นกับหัวของเขา

 

“อยากรู้อะไรอีกไหม?” ผมถาม

“ไม่รู้สิ แล้วแต่ที่พี่อยากเล่า”

 

เขาเลิกอ่านหนังสือแล้ว วางมันลงบนโต๊ะใกล้ๆ เอนตัวมาอิงทับแขนของผม พยายามมุดตัวเองให้เข้ามาอยู่ในวงแขน แต่ไม่มาก แค่ให้พอได้เบียด

 

“งั้น เอาที่แจฮวานบอกเป็นไง ที่หน้าเหมือนกัน?”

“ถามจริง? เหมือนมากไหม? …ให้นึกก็ขนลุกนะถ้าให้วางหน้าผมบนหน้าผู้หญิงน่ะ”

“ขนาดนั้น?”

“ไม่ขนาดนั้น.. เดี๋ยวนะ.. ผมไม่ได้ว่าไม่ดีถึงแฟนเก่าพี่นะ ผมหมายถึงผมน่ะ.. แบบว่า เข้าใจใช่ไหม?”

เขาพยายามพูดแก้ และผมก็เข้าใจว่าไม่ได้มีเจตนาไม่ดี เด็กน้อยตัวโตทำหน้ายุ่งเมื่อเขาคิดว่าเขากำลังพูดอะไรไม่ดีหรือเปล่า – ผมยิ้มและลูบหัวเขา เพื่อบอกไม่ให้เขาคิดมาก ก่อนจะพยักหน้าตอบ

 

“พี่บอกว่าเธอน่ารัก”

แดเนียลพูดในสิ่งที่เขาเองเพิ่งถามไป และผมก็ยืนยันในคำตอบซ้ำ “ใช่”

“เธอเป็นยังไงหรอ?”

 

เขามองผมด้วยตาใสๆ น้ำเสียงพยายามจะไม่ทำให้ฟังดูบังคับหรือยัดเยียดคำถามกับผม เขาใช้เสียงที่อ่อน แสดงอาการที่ไม่อยากละลาบละล้วงและไม่คาดหวังในคำตอบ

ก็นั่นอีกล่ะ ผมรู้ว่าเขาไม่มีอะไรแอบแฝงหรอก และถ้าผมไม่เต็มใจจะเล่าบอก เขาก็จะไม่ฝืนผม

 

แดเนียลเอนหัวมาพิงท่อนแขนข้างซ้าย ใกล้กับหัวไหล่นิดหน่อย เมื่อผมเริ่มเล่าให้เขาฟัง

“ก็.. เป็นคนจิตใจดี เป็นคนที่มีแต่พลังด้านบวก ใครเขาอยู่ด้วยก็สบายใจ …รู้จักสนูปปี้ใช่ไหม? นั่นแหละ หน้าเธอเหมือนสนูปปี้เลย”

“น่ารักจัง” เขาพูดเสียงเบา

“อือฮึ.. เกือบจะได้เป็นดาวคณะด้วยนะ ติดแค่อย่างเดียว มีอีกคนเขาสวยกว่า”

ผมหยุดเพื่อหัวเราะ แดเนียลอมยิ้มตาม และรอให้ผมเล่าต่อ

 

เหมือนนาย เหมือนลูกหมา ความรู้สึกนั้นแหละ เวลาเห็นเธอมีความสุขเหมือนเห็นลูกหมาดีใจ”

“พี่นี่นะ..” แดเนียลยังพูดเสียงเบา และรอยยิ้มยังแต้มอยู่บนหน้าของเขา

“ฉันทำไม?”

ผมเลิกคิ้วใส่เขา แกล้งกระตุกแขนให้หัวเขาขยับ แดเนียลร้องแหวแล้วตีผมเบาๆก่อนจะกระตุกเสื้อผมไปมา นิ่งรอเหมือนอยากจะฟังต่อ

 

อะไรกัน… ความรู้สึกเหมือนกำลังเล่านิทานก่อนนอนให้เด็กฟังนี่มัน…

 

“เนี่ย ก็กลมๆ ตาเป็นขีดเหมือนกันเลย” ผมจิ้มไปที่แก้ม ตามด้วยบนเปลือกตาของเขา “แจฮวานมันคงหมายถึงอย่างนั้น”

“พี่ไม่ได้บอกกับเธอแบบนี้หรอกนะ?”

“ก็บอก ทำไม ก็กลมๆตาขีดๆ

“พี่เนี่ย!” แดเนียลทำเสียงดุ ขมวดคิ้วทำหน้าตำหนิใส่ผม “จริงๆเลย กับผู้หญิงก็พูดแบบนี้ ปากคออ่ะ!”

“ก็น่ารักดีนี่”

 

ผมบอกเขา และคงเพราะผมไม่ได้เก็บรอยยิ้มของตัวเอง แดเนียลหยุดค้าง กะพริบตามองผมพักหนึ่งก่อนจะยกแขนขึ้นกอดอกแล้วเม้มปากดันแก้มขึ้นมา ถ้าจะให้ผมคิดเอาเอง ท่าทางแบบนี้เหมือนเจ้าตัวจะแสดงออกว่ากำลังดื้ออยู่หน่อยๆ

โถ่ ก็กลมๆจริงๆเนี่ย

แก้มเป็นก้อนแบบนี้ มีตรงไหนที่ซองอูพูดผิดล่ะ

 

“ยิ้มอะไร”

เขาถามห้วน ผมก็ส่ายหน้าตอบ แล้วงอแขนข้างที่เขานอนพิงขึ้นเพื่อจะเล่นผมเขาอีกรอบ

“พี่เล่นผมของผมอีกแล้ว”

“ทำไม?”

แดเนียลนอนนิ่ง สบตาผมอยู่อย่างนั้นไม่ยอมละไปไหน แต่สุดท้ายก็เป็นฝ่ายค่อยๆหลับตาอิงแก้มกับต้นแขนของผม เมื่อผมเริ่มลูบหัวเขาจนคงจะเคลิ้มไป

 

“แดเนียล”

ผมเรียกเขา ได้เป็นเสียงขานรับยานคางในคอกลับมา เป็นข้อพิสูจน์ว่าแดเนียลโดนลูบจนเคลิ้มจริงๆ – ผมรีบถามก่อนเขาจะหลับ

“แล้วรักแรกนายเป็นไง?”

 

แดเนียลไม่ได้ตอบทันที แต่ขยับตัวเหมือนหาองศาที่นอนสบายขึ้น เจ้าลูกหมาถูหัวไปมากับแขนของผม มันทำให้ผมแอบรู้สึกถึงอุ่นไอเล็กๆเกิดขึ้นตอนที่เขาทำอย่างนั้น

เปลือกตาของเขายอมปรือขึ้นมามองเพื่อจะให้คำตอบในสิ่งที่ผมถาม

“รักแรกหรอ…”

“อืม”

“ก็… ไม่ได้คิดว่าจะเป็นคนนี้ แปลก.. ไม่ค่อยเหมือนคนอื่น.. แต่ก็ใจดี

 

แดเนียลงึมงำตอบ ผมเกือบคิดว่าเขาละเมอออกมา

“มาคิดรวมๆแล้ว… ก็เป็นแค่ผู้ชายใจดีคนนึงน่ะครับ”

“แล้วแฟนเก่านายล่ะ”

เขาตอบสรุปพร้อมกับหลับตา ผมเลยขี้โกงถามเขามากกว่าที่เขาถามผมนิดหน่อย ก่อนที่เขาจะหลับไปจริงๆ

 

“ไม่อ่ะ…”

คำปฏิเสธนั่น ผมนึกว่าเขาจะบอกขอไม่เล่าหรือพูดถึง เขาน่าจะง่วงเต็มที ดวงตาปิดแน่นทีนึงและแก้มของเขาก็ขยับไปมา เหมือนเคี้ยวอะไรสักอย่าง เหมือนเด็ก

 

แต่ก่อนที่ผมจะเข้าใจไปเองแบบนั้น แดเนียลก็พูดต่อ

 

“ผมไม่มีหรอก”

 

เจ้าเด็กน้อย เจ้าลูกหมาตัวโต บอกเสร็จก็เขยิบเข้ามาใกล้ขึ้นอีก วางหัวไว้ตรงที่ลาดไหล่ ติดซอกคอของผม ตอนนั้นเองกลิ่นแชมพูอ่อนๆของเขาก็ลอยขึ้นมาแตะจมูก

 

“ผมมีพี่คนแรก เลยไม่มีแฟนเก่า”

 

ไม่ใช่ความรู้สึกแปลกใจ หรือประหลาดใจ ที่ทำให้มุมปากของผมยกยิ้ม

 

ผมไม่รู้ว่าเพราะน้ำเสียงที่อีกคนใช้พูดหรือเพราะวิธีที่เขาซุกกอดผม

บางทีอาจจะทั้งสอง ,ไม่รู้สิ อาจจะไม่ใช่แค่นั้น

มันน่าจะเป็นเพราะเขาเพิ่งบอกว่าผมเป็นรักแรกของเขาก็ได้

 

แดเนียลกอดผมจนนิ่งไป เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเขาทำให้รู้ว่าเด็กคนนี้เคลิ้มหลับไปแล้วจริงๆ ให้ตายสิ..

ผมลูบหัวเขาอย่างเดิม สายตาก็เหลือบไปมองที่หน้าหนังสือที่เขาเปิดทิ้งไว้

 

มันว่าด้วยเรื่องความลับ

และในหน้าแรกของบทความทรงจำ, คนเขียนมันได้กล่าวถึง ‘รักแรก’

 

รอยยิ้มทำให้ผมปวดแก้ม แต่ก็ยังหยุดไม่ได้ ผมก้มมองเขาในอ้อมกอด มองเส้นผมสีอ่อนของเขา มันก็คล้ายๆกับสีที่เขาทำก่อนหน้า แต่มันสว่างและอ่อนลงจนทำให้เขาเองดูนิ่มไปหมด ผมคิดระหว่างที่สางเส้นผมนุ่มไปมา – ว่าจะรอ บอกเขาตอนตื่น หรือว่าจะเก็บไว้รู้คนเดียวดี

 

 

 

 

the end,

 

 


talk :

อยากเลิกชิปคนเปงแฟนกัน แต่ทำไม่ได้ (ノಠ益ಠ)ノ彡┻━┻

 

หนังสือที่ใช้อ้างอิงในเรื่องคือ ‘ทุกความลับคือความจริง ‘

(ไม่แน่ใจในบทความนักเพราะลืมๆไปแล้ว แต่ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาค่ะ)

ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แค่อยากให้พี่ซองอูเขารู้ว่าตัวเองเป็นรักแรกของน้อง

 

#ลูกหมีของอ๋ง part นี้ขอเป็นลูกหมาแทนแล้วกันเนอะ 💙

 

ขอบคุณค่ะ,

 

 

 

SF : The moment Judy’s heart melted

Fandom : Produce 101 WannaOne

Pairing : Park Woojin / Ahn Hyungseob

Rate : G

 

 

 

judy's-heart-melted.jpg

 

 

เป็นทั้งเพื่อนตอนประถม

เพื่อนตอนมัธยม

จนจะเข้ามหาลัยกันแล้วก็ยังเป็นเพื่อนกัน

 

อันฮยองซอบ กับพัคอูจินคนนั้นน่ะ เป็นเพื่อนกันมานานม้ากกกแล้วล่ะ

พัคอูจินคนที่บ้าๆบอๆ ชอบทำให้หัวเราะอยู่เรื่อย  คนที่เท่มากๆตอนแข่งกีฬาโรงเรียน  คนที่ขี้เซาๆจนฮยองซอบต้องเดินย้อนจากบ้านตัวเองไปอีกสองถนนเพื่อปลุกไปโรงเรียนด้วยกันตอนเช้า  คนที่ตัวเองเรียนไม่ค่อยจะเก่งแต่ก็ยอมไปนั่งติวด้วยกันที่บ้านของรุ่นพี่

 

แล้วก็มาบ่นให้เขาฟังทีหลังว่าไม่ชอบให้ฮยองซอบไปบ้านพี่ซองอูบ่อยๆ…

ถ้าวันไหนอูจินไม่ว่างไปติวด้วย ตัวเองก็จะแอบโทรไปบอกพี่ซองอูว่าให้พาฮยองซอบออกมาติวข้างนอก ที่ร้านกาแฟ ห้องสมุด หรือที่ไหนก็ได้แค่ไม่ใช่อยู่กันสองคน

อูจินติ๊งต๊อง ถึงพี่ซองอูจะเคยชอบเขา แต่พี่เขาก็มีแฟนแล้วนะ 

 

หวงไม่เข้าเรื่อง

 

ก็เป็นอย่างนี้ตลอด ขนาดตอนรู้ว่ากีฬาสีเมื่อต้นปีฮยองซอบต้องลงแข่งกีฬาเพราะคนไม่พอ อูจินก็ยังออกตัวจะลงแข่งแทน ทั้งๆที่ตัวเองเป็นแบตเตอร์ทีมเบสบอลอยู่แล้วก็ยังลงเพิ่ม ไล่ให้ฮยองซอบไปอยู่ฝ่ายดูแลนักกีฬา คอยยกน้ำกับยื่นผ้าเช็ดหน้าให้อูจินก็พอ

แถมด้วยการบอกว่าเส้นเลือดเขาแตกง่าย แตะแรงๆก็เป็นรอยแล้วจะไปลงแข่งได้ไง

 

 …ขี้เว่อร์  ที่พูดมาอูจินกำลังหมายถึงตอนที่ฮยองซอบถูกเพื่อนแกล้งตอนเด็ก ตอนถูกลูกบอลรุ่นพี่กระเด้งโดนหัวแล้วสลบ หรือตอนที่แค่ล้มก็ช้ำไปหลายวัน – เขาไม่รู้ เขารู้แค่อูจินขี้เว่อร์

 

 

เป็นแบบนี้จนเพื่อนแซวไปทั่วแล้วว่าฮยองซอบกับอูจินเป็นแฟนกัน  

ใช่ที่ไหนล่ะ  ถ้าเป็นแฟนนะฮยองซอบจะตบหัวหลุดเลย มากกว่านี้ก็เอาเขาไปใส่กระเป๋าหิ้วติดตัวไปเลยไป

 

แต่เพราะว่าเป็นเพื่อนกัน ฮยองซอบก็ทำได้แค่บ่น ขัดใจบ้างบางครั้งด้วยการไม่ทำตาม ก็รู้แหละว่าเพื่อนเป็นห่วง แต่เขาโตแล้วนะ จะเข้ามหาลัยอยู่แล้วเนี่ย

 

และเพราะว่าคณะที่เราอยากเรียนไม่ใช่คณะเดียวกัน อาจารย์เลยสอนและสั่งอ่านหนังสือไม่เหมือนกัน ถึงอย่างนั้น เวลาที่ฮยองซอบเรียกให้อูจินมาช่วยฟังเขาทวนเนื้อหากับทำโจทย์ให้หน่อย อูจินก็ไม่เคยอิดออดเลย แต่ส่วนตัวเองน่ะหรอ… ก็ไม่เกินคาด ต้องให้เขาคอยจ้ำจี้จำไชให้อ่านหนังสือบ้าง เขาโทรไปหาทีไรส่วนใหญ่ก็เล่นเกมตลอดเลย

จนต้องขู่เข้าให้ว่าถ้ายังขี้เกียจแบบนี้ก็คงไม่ได้เข้ามหาลัยเดียวกันแน่ๆ อูจินถึงจะยอมปิดคอมฯ เปิดหนังสือ แล้วส่งรูปมารายงานเขาทุกวันว่ากำลังอ่านเรื่องอะไร

 

เห็นไหม ไม่ใช่แค่เขาหรอกที่ต้องห่วง อูจินก็ต้องให้ดูแลอยู่เรื่อย 

ถ้าไม่ได้ฮยองซอบคนนี้นะ อูจินแย่แน่!

 

 

 

 

แต่ว่านะ

ช่วงนี้ คนที่กำลังแย่ดูเหมือนจะเป็นเขาซะเอง

 

ก็พัคอูจินคนนั้นน่ะ…

 

 

 

 

“ฮยองซอบ”

“อะไร”

“ถ้าเกิด.. แค่สมมุตินะ ว่าถ้าเกิดเราไม่ได้ติดที่เดียวกันอ่ะ…”

“เลิกพูดเพ้อเจ้อหน่า นายเอาเวลาที่คิดเรื่องนี้ไปอ่านหนังสือ ไม่ดีกว่ารึไง”

“ก็แค่สมมุติเอง…”

“อูจิน”

“หือ?”

“ไม่เคยถามเลย แต่นึกขึ้นมาได้ …ทำไมถึงอยากติดที่เดียวกันหรอ ถ้าเป็นอีกมหาลัยนึง มันน่าจะเข้าได้ง่ายมากกว่านี่นา”

“ฮยองซอบ”

“หือ?”

“ฮยองซอบไง”

“เราทำไม?”

“ก็ฮยองซอบไง”

 

พูดไม่รู้เรื่อง

 

เขาว่าอูจินไปแบบนั้น ว่าคงจะอ่านเยอะเกินจนพูดไม่รู้เรื่องแล้ว

แต่ฮยองซอบฟังรู้เรื่อง เขารู้ว่าอูจินหมายถึงอะไร

เจ้าพัคอูจินคนนั้นที่วันๆก็สนใจแค่กีฬา เกม และฮยองซอบ คนที่เกรดกลางๆ ไม่ฝักใฝ่การเรียนคนนั้นพยายามเลือดตาแทบกระเด็นกับหนังสือเล่มหนาเป็นสิบเล่ม sheet อีกหลายชุดที่เขายัดเยียดให้ ก็เพื่อจะติดที่ดีๆ  ที่เดียวกัน

เหตุผลนอกเหนือจากนั้น… ฮยองซอบไม่ได้คิด

 

 

 

 

“ก็บอกมาดิว่าใคร”

“ทำไม จะไปต่อยเขาหรือไง”

“ก็ใครมันทำนายวะ!”

“อย่าบ้าน่ะอูจิน มันเป็นอุบัติเหตุ เขาไม่ได้ตั้งใจ”

“ไม่ตั้งใจจนเป็นแผลขนาดนี้ ฉันเป็นเพื่อนนายมากี่ปียังไม่เคยทำให้เจ็บเลยนะ”

พัค-อู-จิน

“เออ ไม่บอกก็ไม่บ—  แล้ว ล้างแผลยัง”

“ยัง”

“มานี่”

 

อูจินดึงมือเขาให้เดินตามไปห้องพยาบาล แอบจิ๊ปากไม่ให้เขาเห็นเดินนำหน้า แต่เขาก็ยังเห็นเขี้ยวฟันที่โผล่ออกมาตอนที่อูจินกัดฟันกลั้นความไม่พอใจไว้

เจ้าเขี้ยวคนนั้นที่ตัวไม่ได้โตไปกว่าเขานักหรอก คนที่มีเขี้ยวเหมือนหมาป่าแต่มีนิสัยแบบหมาบ้านขี้เกียจ ไม่ชอบความรุนแรงและการมีเรื่องกับใคร วันๆก็มีให้เห็นแค่รอยยิ้มน่ารัก(หรือน่าหมั่นไส้ในบางครั้ง) แต่ยอมไม่ได้และแยกเขี้ยวเสมอเวลามีใครมาทำให้ฮยองซอบเจ็บ 

 

 

 

 

“เขยิบมาดิ”

“ก็ใกล้แล้วเนี่ย”

“มันตกกล้อง เขยิบมาอีก”

“ให้ขี่หัวเลยไหมฮยองซอบ”

“โอ้ย แค่เขยิบมา”

“….”

“มองกล้อง”

“….”

“อูจิน มองกล้อง”

“อือ”

 

แล้วรูปที่ใช้ได้ก็มีแค่รูปสุดท้ายสองรูป รูปก่อนหน้ามีแค่ฮยองซอบที่ยิ้มให้กล้อง

อูจินเอาแต่มองเขา – ทั้งๆที่ก็บอกว่าให้มองกล้อง อูจินรู้จักการถ่ายรูปไหมเนี่ย

 

แต่ ก็เพราะอย่างนั้นแหละ

 

แบตเตอร์คนนั้นที่สายตาคมกริบ ไวจนมองจับลูกเบสบอลที่ถูกขว้างอย่างเร็วและแรงได้แถมหวดไม้ตีถูกลูกไม่เคยพลาด คนที่ทำคะแนนได้ไม่มีตกให้กับทีมเกือบทุกการแข่ง แบตเตอร์เบอร์ 06 คนนั้น เผลอเมื่อไหร่ก็เห็นวางสายตาอยู่ที่ฮยองซอบตลอด อูจินคิดว่าเขาเป็นคนตาไม่ดีหรือไง ถึงได้คิดว่าเขาจะไม่รู้ไม่เห็นที่อูจินชอบมองเขาน่ะ

 

ก็เพราะอย่างนั้นไง

 

เพราะเป็นอูจินที่พยายามเพื่อเขาตลอด

เพราะเป็นเจ้าเขี้ยวที่ปกป้องเขาอยู่เสมอ

เพราะเป็นแบตเตอร์ที่มีสายตาไว้มองแค่เขา

 

ทั้งหมดที่กล่าวมา, เพราะพัคอูจินคนนั้น

ทำให้หัวใจฮยองซอบสั่นไหวไปหมดแล้ว

 

 

 

 

.

.

.

 

 

“อันฮยองซอบ”

“ว่าไง”

“ไว้ไปรับหน้าคณะตอนเลิกเรียนนะ”

 

 

อื้อ

 

 

 

 

 

 

The end,

(:

 

 

 


talk :

ฟิคอูซอบเรื่องแรก ประทับใจความน่ารักและความรักเดียวใจเดียวของน้องจูดี้ไม่ไหวแล้ว แง อะไรๆก็อูจินตลอดเลยนะ รักเขาใช่ไหมฮยองซอบ (งั้นก็รับไป! //ปาอูจินใส่)

เอ็นดูจูดี้กับแบตเตอร์ของเขากันนะคะ ♡

ขอบคุณค่ะ,